@@ จากเชียงคาน ….. ถึงภูทับเบิก (วันแรก …. เที่ยวเชียงคาน) @@

@@ จากเชียงคาน ….. ถึงภูทับเบิก (วันแรก …. เที่ยวเชียงคาน) @@ vote ติดต่อทีมงาน

เหตุเกิดจากเดือนที่แล้ว เรากับเพื่อนๆ แกงค์เดิมๆ ที่เคยเที่ยวด้วยกันเปรยๆ กันว่า

หลายเดือนแล้วนะที่เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันอีก  ^^

คุยเล่นกัน  คุยไป คุยมาได้ความว่า  อยากไปท้าลมหนาวด้วยกัน

แรกเริ่มเดิมที  อยากไปแม่ฮ่องสอน  แต่พอเทียบตารางวันหยุดแล้ว …… มิสามารถจริงๆ

และพวกเราก็ลางานพร้อมกันไม่ได้ด้วยเพราะทำงานที่เดียวกัน

ขืนลาพักร้อนไปเที่ยวด้วยกัน  มีหวัง …..

เจ้านายคงยกอาชีพนักท่องเที่ยวถาวรให้ซะเลย – -”

พวกเราก็เลยต้องหาที่เที่ยวใหม่  ที่ใช้เวลาไม่นานนัก  เสาร์-อาทิตย์ก็พอ

สุดท้าย  ก็มาลงตัวที่เชียงคาน – ภูทับเบิกนี่เอง

 
 

 แต่ก่อนกลุ่มของเราเที่ยวด้วยกันเป็นประจำมีอยู่ 5 คน

ต่อมาขยายร่าง  ทริปล่าสุด คือ ดำน้ำหมู่เกาะสุรินทร์ที่ผ่านมาไปกัน 12 คน

ณ ปัจจุบัน  แกงค์เราขยายร่างแบบมีวิวัฒนาการขึ้นเป็นลำดับ กลายเป็น 20 คนไปแว้ววว

…… เลิกงานเย็นวันศุกร์  นัดรถตู้ 2 คันมารับที่ออฟฟิศ  ล้อหมุนเวลาสองทุ่มค่ะ

พอได้เวลาเลิกงาน  ทุกคนรีบกลับบ้านไปอาบน้ำบ้านเพื่อนที่อยู่ใกล้ออฟฟิศที่สุด

แล้วมาเจอกันตามเวลานัดเป๊ะๆ สองทุ่มพอดิบพอดี  ออกเดินทางจากกรุงเทพ

ไปถนนกาญจนาภิเษกเพื่อออกไปทางสระบุรี  โคราช  ชัยภูมิ  ขอนแก่น  เมืองเลย

ระหว่างทางก็แวะปั๊มซื้อขนม  เข้าห้องน้ำ  เติมน้ำมันไปเรื่อยเปื่อย

ถึงเมืองเลยเวลาประมาณตีสามกว่าๆ ค่ะ

รถตู้ของเราแวะไปที่ขนส่งเมืองเลยก่อน  

เพราะพวกเราต้องไปรับเพื่อนอีกคนนึงที่เดินทางมาจากเชียงใหม่

คุณเพื่อนไปทำงานที่เชียงใหม่ก่อนแล้วนั่งรถทัวร์ออกจากเชียงใหม่ตอนทุ่มนึง

ตั้งใจว่าจะมาถึงเมืองเลยตอนตีห้า …… เอาเข้าจริงรถเสียเวลา

เพื่อนโทรมาบอกว่า  ไปเที่ยวภูทอกกันก่อนเลย  เดี๋ยวสายๆ เจอกันที่เชียงคาน

พวกเราก็เลยออกเดินทางกันต่อ  จากตัวเมืองเลยไปเชียงคานขึ้นภูทอก

ถึงภูทอกเวลาเกือบเจ็ดโมงเช้าแน่ะ  จอดรถตู้แล้วขึ้นรถท้องถิ่นคนละ 25 บาทค่ะ

…… ระหว่างรอขึ้นรถท้องถิ่น  เดินผ่านร้านค้าเล็กๆ ระหว่างทาง

….. ข้าวหลามเมืองเชียงคาน

ฮิตที่สุด  คงไม่พ้นกล้วยปิ้ง มันปิ้ง ข้าวจี่

นั่งรถขึ้นไปแป๊บเดียวไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงแล้ว ….. ภูทอก

ไม่มีหมอกให้เห็นเลย – -”  สงสัยเราจะมาสายไป

จริงๆ พวกเรามาถึงเมืองเลยตั้งแต่ตีสามกว่าๆ

แต่มัวไปนอนหลับที่ขนส่งเมืองเลยเพราะรอคุณเพื่อนมาจากเชียงใหม่

สุดท้ายที่ภูทอกไม่มีหมอก …… แต่มีวิวสวยๆ กับอากาศหนาวๆ แทน ^^

เนื่องจากว่า  แกงค์เราทำงานที่เดียวกันและทำงานเกี่ยวกับผลิตรายการโทรทัศน์เล็กๆ รายการนึง

ไหนๆ มาเที่ยวทั้งที  อย่ากระนั้นเลย  หนึ่งในสมาชิกของแกงค์เป็นโปรดิวเซอร์ประจำรายการ

แอบหนีบช่างกล้องเล็กของเราไปด้วยเพื่อเก็บภาพ

ปล. แอบมีนักท่องเที่ยวติดมาในภาพถ่ายด้วยค่ะ ^^

ส่วนภาพนิ่งทั้งหลาย  ก็บรรดาหนุ่มๆ ในแกงค์เพื่อนเรานี่แหล่ะ  ถ่ายกันเอง

เริ่มสายแล้ว  เห็นร้านขายของแถวนั้นยิ่งเริ่มหิวข้าวเช้า

กาแฟ  ข้าวเหนียว  หมูปิ้งก็มี

ได้แต่ถ่ายรูปมาค่ะ  ไม่ได้ลองชิมดูเพราะตั้งใจจะไปกินมื้อเช้าที่เชียงคาน

นั่งรถตู้จากภูทอกเข้าไปที่เชียงคาน  

รถตู้ปล่อยพวกเราเดินเล่นที่เชียงคานตรงวัดท่าคก  ริมแม่น้ำโขง

พี่คนขับรถตู้จะได้นอนพักด้วยค่ะ  เพราะเดินทางกันมาตอนกลางคืน

จากนั้นก็ถึงเวลาเดินเที่ยวเล่นในเมืองเชียงคานกันค่ะ

ระหว่างทางมีร้านอาหาร  ขายอาหารเช้าเยอะเหมือนกัน

แกงค์เราเดินมาเรื่อยๆ จนถึงร้านนี้

นอกจากมีร้านอาหารเยอะแล้ว  ที่นี่มีเกสต์เฮาส์เยอะเหมือนกันค่ะ

นี่ก็ใช่

นี่ก็ใช่

ห้องพัก  คาดว่าจะอยู่ชั้นสองค่ะ

จริงๆ ที่พักมีเยอะนะคะ  แต่ถ่ายรูปมาไม่หมดเลยลงเป็นบางส่วน

หลายร้านยังไม่เปิดเลยค่ะ  คาดว่าจะเช้าเกินไป

เพราะเท่าที่ค้นหาข้อมูลก่อนมาเที่ยว  ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะค้างที่นี่

แล้วมาเดินเล่นช่วงเย็นๆ

เดาเอาเองว่า  บรรยากาศน่าจะละม้ายคล้ายเมืองปาย

เดินเล่นนานแล้ว  เริ่มหิวอีกรอบ  เจอของกินเล่นที่วางขายข้างทางน่ากินจัง

อารยธรรมกรีก

 

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน    

อารยธรรมกรีกกำเนิดบนผืนแผ่นดินบริเวณที่ราบชายฝั่งทะเลอีเจียน และบริเวณหมู่เกาะต่างๆในทะเลอีเจียน สภาพภูมิประเทศของดินแดนกรีซเต็มไปด้วยภูเขาและเนินเขาซึ่งแบ่งแผ่นดิน กรีซออกเป็นที่ราบหุบเขามากมาย ภูเขาจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการติดต่อระหว่างผู้คนที่อาศัยตามที่ราบหุบเขา ต่างๆ หมู่บ้านตามหุบเขาจึงปกครองเป็นอิสระต่อกัน สภาพการเมืองในดินแดนกรีซจึงมีลักษณะแตกแยกเป็นรัฐเล็กๆ มากมาย ดินส่วนใหญ่ของกรีซเป็นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำในกรีซเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ในฤดูที่มีน้ำไหลมากน้ำจะไหลเชี่ยวและพัดเอาดินที่อุดมสมบูรณ์ไป พื้นที่ราบตามหุบเขาแม้มีความอุดมสมบูรณ์แต่มีพื้นที่ขนาดเล็กไม่สามารถเพาะ ปลูกได้มากนัก  สภาพภูมิศาสตร์กรีซจึงไม่สามารถผลิตพืชผลเพียงกับจำนวนพลเมือง แต่ดินแดนกรีซส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายแหลมยื่นไปในทะเล ชายฝั่งทะเลสามารถใช้เป็น อ่าวธรรมชาติสำหรับจอดเรือได้เป็นอย่างดี  ดินแดนคาบสมุทรกรีซ เป็นดินแดนที่มีทรัพยากรธรรมชาติพอสมควร ได้แก่ เหล็ก ทอง หินอ่อน  สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตนเอง

อารยธรรมกรีกสมัยก่อนประวัติศาสตร์

หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบได้ในบริเวณที่ราบในแค้วนทางภาคเหนือ ภาคกลางและคาบสมุทรกรีซ มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในดินแดนกรีซ พบเครื่องมือ เครื่องใช้ทำก้อนหิน เครื่องปั้นดินเผามีลวยลายประดับและมีคุณภาพ ผู้คนในดินแดนนี้ดำรงชีวิตด้วยการกสิกรรมเป็นหลัก  ลักษณะสิ่งก่อสร้างบางแหล่งมีลักษณะคล้ายป้อมการ สันนิษฐานว่าอาจมีการจัดระเบียบการปกครองในชุมชนกันแล้ว ในราว 3,00-2,000 ปี ก่อนคริศต์ศักราช บนเกาะครีตในทะเลอีเจียนรู้จักใช้โลหะ ได้แก่  ทองแดง สำริด ซึ่งเข้าใจว่าคงรับมาจากอารยธรรมอียิปต์โบราณ เนื่องจากเกาะครีตตั้งอยู่ตอนใต้สุดของกรีซ ซึ่งใต้เกาะครีตลงไป คือ โดยมีทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ระหว่างกลาง

อารยธรรมกรีกสมัยประวัติศาสตร์          

อารยธรรมกรีกเป็นอารยธรรมเก่าแก่ เรื่องราวเกี่ยวกับกรีกในระยะแรกๆ ค่อนข้างเลือนราง มีลักษณะเป็นนิยายปรับปรา จากการสำรวจค้นคว้าของนักโบราณคดี ทราบว่าอารยธรรมกรีกปรากฏครั้งแรกที่เกาะครีต ในทะเลอีเจียน ระหว่าง 1,120-800 ปีก่อนคริศต์ศักราช ถือเป็นยุคมืดของอารยธรรมกรีก การค้าขายที่เคยรุ่งเรืองในอดีตได้มีชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายแทน ชาวกรีกกลายเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ ต้องไปยืมตัวอักษรอัฟเบตจากพวกฟินิเซียนมาดัดแปลง การปกครองของกรีกหลัง 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือที่เรียกว่ายุคคลาสสิก มีลักษณะเป็นนครรัฐ ซึ่งชาวกรีกนิยมเรีกยว่า “โพลิส” ทุกนครรัฐมีอำนาจเป็นอิสระและมีระบอบการปกครองที่แตกต่างกัน แต่ในเวลาต่อมานครรัฐต่างๆ หันมาปกครองแบบประชาธิปไตย

มรดกที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมของกรีก

1. สถาปัตยกรรม  

เนื่องจกระบอบการปกครองของกรีกในยุคคลาสสิก เป็นแบบนครรัฐที่ไม่มีกษัตริย์เป็นประมุข งานก่อสร้าวของกรีกจึงไม่ใช่พระราชวังที่หรูหราเหมือนในสมัยไมนวน แต่จะเป็นวิหารสำหรับเทพเจ้า  เทพเจ้าของกรีกกับธรรมชาติมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ชาวกรีกซึ่งเป็นพวกที่นับถือธรรมชาติ เชื่อว่าพลังลึกลับที่มีอยู่ตามธรรมชาติสามารถให้คุณและโทษได้ อำนาจลึกลับในธรรมชาติดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเพราะมีเทพเจ้าต่างๆ เป็นผู้บันดาล วิหารที่กรีกสร้างไว้บูชาต่างๆ นั้น นิยมสร้างบนเนินดินหรือภูเขาเล็กๆ ซึ่งเรียกว่า “อะครอโพลิว” วิหารที่สำคัญ ได้แก่ วิหารพาร์เธนอน  ตัวอาคารสร้างด้วยหอนอ่อน หลังคาหน่าจั่วมีเสาหินเรียงราย  ได้รับการถ่ายทอดต่อไปยังจักรวรรดิโรมัน ยุโรป และบางแห่งในทวีปเอเชีย

2. ประติมากรรม     

งานประติมากรรมของกรีกสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะธรรมชาติอย่างแท้จริง เทพเจ้าของกรีกจะมีลักษณะของมนุษยื มีอารมณ์ความรู้สึก ท่าทางการเคลื่อนไหวเหมือนจริง งานประติมากรรมของกรีกในระยะแรกได้รับอิทธิพลจากอียิปต์ซึ่งมีลักษณะหน้าตรง แข็งทื่อ  ต่อมาในสมันคลาสสิกกรีกก็สร้างงานประติมากรรมภาพเปลือย และสามารถแะสลักหินอ่อนเป็นเสื้อผ้าที่ดูพลิ้ว รสนิยมของชาวกรีกจะเริ่มเปลี่ยนไปในสมัยเฮลเลนิสติก ศิลปจะสร้างงานประติมากรรมจากสภาพมนุษย์ที่เป็นจริง  และสิ่งที่ตนเห็นไม่สวยตามแบบอุดมคติต่อไป งานประติมากรรมในยุคหลังมักแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ยาก ความทรมาน ความเจ็บปวด และความชราของมนุษย์

3. จิตรกรร 

งานจิตรกรรมบนภาชนะของใช้ต่างๆ ที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา เช่น ไหเหล้า โถเหล้า แก้วเหล้า จริตกรรมได้พัฒนาลวดลายโบราณที่คล้ายเรขาคณิตของเมโสโปเตเมีย ภาพที่นิยมวาดในตอนแรกมักเป็นรูปสัตย์เป็นส่วนใหญ่  ลวดลาบเหล่านี้มีความสวยงาม กลมกลืนและประณีต ในยุคเฮลเลนิสติก กรีกได้คนพบเทคนิคใหม่ในการวาดภาพประดับฝาผนังขนาดใหญ่โดยใช้หินหรือ กระเบื้องสีมาประดับ เรียกว่า ” โมเสก”

4. นาฎกรรม                                          

ด้วยความเชื่อและศรัทธาในเทพเจ้าของชาวกรีกได้มีผลกระทบต่องานสร้างสรรค์ ศิลปะแขนงนาฆกรรมหรือการละคร  การแสดงของกรีกใช้นักแสดงชายทั้งหมด โดยทุกคนจะสวมหน้ากากและมีผู้พากย์และหมู่ร้อง ส่งเสียงประกอบ เวทีการแสดงเป็นโรงละครกลางแจ้ มีอัฒจันทร์ล้อมรอบ

5.วรรณกรรม

กรีกก็ยังมีงานประพันธ์อื่นๆ ที่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ งานประพันธ์ดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเริ่งต้นหรือจุดกำเนินของวิชาปรับญาและ ประวัติศาสตร์ ซึ่งได้แก่ งานประเภทปรัชญานิพนธ์ของโซเครตีส และอริสโตเติล เฮโรโดตุส และธูซิดีดีส  นอกจากนี้กรีกยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำในการวางรากฐานให้แก่ระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิแก่ประชาชนในการปกครอง  กลายเป็นมรดกที่สำคัญที่ชาวกรีกมอบให้แก่ชาวโลกตะวันตก  โดยมีชาวดรมันเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอด แม้เป็นปัจจุบันโลกทัศน์ของชาวตะวันตกจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ของกรีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศิลปะ ก็ยังคงได้รับการยกย่องอย่างสูงสุด และถือเป็น แม่แบบ ของความเจริญและอารยธรรมตะวันตกอย่างแท้จริง

นักปรัชญาเมธีคนสำคัญของกรีก จากซ้ายไปขวา  อริสโตเติล  เพลโต และโซเครตีส

ไปเชียงคานนำกัน

เชียงคาน

เชียงคาน เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงสุดชายแดนไทย เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ที่คงยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบประเพณี การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ แห่งนี้ กำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก  ภาพบ้านเก่าๆที่เรียงรายติดกันอยู่ริมถนนชายโขง ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายรุ่นต่างหลั่งไหลเดินทางกันมาที่นี่ บ้านเรือนที่เมืองเชียงคานจะแบ่งออกเป็นซอย เล็กๆ เรียกว่า ถนนศรีเชียงคาน ขนานคู่กันไปไปกับถนนใหญ่ซึ่งเป็นถนนสายหลัก เริ่มตั้งแต่ถนนศรีเชียงคาน ซอยที่ 1- 24  แบ่งเป็นถนนศรีเชียงคานฝั่งบนกับฝั่งล่างซึ่งชื่อซอยเหมือนกัน

เชียงคาน
ถนนศรีเชียงคานฝั่งล่าง คือ ถนนเส้นที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าแก่ ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และร้านค้าเก๋ มากมายซึ่งถนนในเส้นนี้จะเรียกว่า “ถนนชายโขง” ซึ่ง ระยะทางกว่า  2 กิโลเมตร  เป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยว นิยมมาปั่นจักรยานชมบรรยากาศถ่ายรูปเล่น ชมบ้านไม้สมัยเก่า แต่ก็มีบางส่วนเป็นตึกแถวสร้างใหม่ ซึ่งทาง เทศบาลไม่อนุญาตให้ปลูกสร้าง เพราะต้องการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมบริเวณถนนสายนี้ให้เป็นบ้านไม้ทั้งหมดเป็น การรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคาน แต่ถึงแม้บ้านไม้เก่าๆ  ถึงแม้ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บ้านพักโฮมสเตย์ไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรความ สงบเรียบง่ายของวิถีชีวิต รอยยิ้มที่ แสนจะจริง ของผู้คนในเมืองนี้ ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เมืองเชียงคานแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ 

เชียงคาน เชียงคาน
ดังนั้นเมื่อเดินทางเข้าไปในย่านนี้จึงเป็นเสน่ห์ของเชียงคานที่ให้บรรยากาศแบบสมัยก่อน นักท่องเที่ยวที่ขี่ จักรยานเลียบริมโขง ก็ได้ยินเสียงเพลงลาวดังมาแว่วๆ เป็นความสุข สงบ ชนิดหาที่ไหนได้ยากมาก หลายคนมอง ว่าซักวันหนึ่งเชียงคานจะเหมือนกับปาย แต่ถึงกระนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นเสน่ห์ของเมืองเชียงคานที่ไม่เหมือน กับที่ไหน นั่นคือ รอยยิ้ม และความจริงใจของเจ้าของบ้าน มาอยู่ที่นี่ไม่มีเหงา เหมือนรู้สึกว่าเราเป็นลูกเป็นหลาน ของผู้คนที่นี่ มาที่นี่ทุกคนจะได้รุ้จักกับคำว่า สุข สงบ และมิตรภาพ อย่างแท้จริง โดยที่ไม่ต้องมีการเสริมแต่ง
เชียงคาน เชียงคาน

มาเชียงคานทำอะไรดี

1. ปั่นจักรยานชมบ้านไม้เก่าแก่โบราณ ร้านค้า ร้านกาแฟ  แนวๆ
เชียงคาน เป็นเมืองเล็กมาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจักรยานจึงเป็นพาหนะยอดฮิตของใครหลายๆคน มาเที่ยว เชียงคาน ต้อง มาปั่นจักรยาน เพราะทำให้เรารู้จักและสัมผัสกับเสน่ห์ของเชียงคานได้มากยิ่งขึ้น การปั่นจักรยาน ไปตามตรอกซอกซอยชมบ้านไม้เก่าๆ ที่บางส่วนก็ถูกดัดแปลงให้เป็น ที่พักแบบโฮมสเตย์  ร้านค้า ร้านกาแฟ แถมได้ทักทายยิ้มแย้มทำความรู้จักกับชาวบ้าน ปั่นไปมาเพียงแค่วันเดียวก็เกือบรู้จักกันเกือบทั่งซอย เพราะที่นี่ เป็นเมืองที่เล็กที่มีแต่รอยยิ้มและมิตรภาพ การปั่นจักรยานเป็น อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้ปลดปล่อยอารมณ์ไปพร้อม กับเรียบง่ายของเมืองเล็กๆ แสนสงบแห่งนี้  น้อยนักที่เราจะสามารถปั่นจักรยานและปล่อยเวลาให้เดินช้าลงแบบ ไม่ต้องเอาเรื่องอื่นใดมาใส่ให้หนักสมอง เพราะเราจะเห็นแต่รอยยิ้มอันอบอุ่นของชาวบ้านและผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่ง บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คอยทักทายเราตลอดเส้นทาง ได้ออกกำลังกายไปในตัวรับอากาศบริสุทธ์แบบห่างไกล มลพิษอีกด้วย 
เชียงคาน เชียงคาน
บ้านเรือนและร้านค้าเก่าแก่
เชียงคาน เชียงคาน
บรรยากาศริมของยามเย็น
เชียงคาน เชียงคาน
2.ตักบาตรข้าวเหนียวในยามเช้า
วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคานก็คือ ชาวบ้านเกือบทุกหลังจะลุกขึ้นมาตักบาตรข้าวเหนียวแต่เช้าตรู่ ถือเป็น ประเพณีที่มีมานานแล้ว  ซึ่งจะปฎิบัติกันแทบทุกบ้าน ตอนเช้าๆ เราจะเห็นผู้เฒ่า ผู้แก่ จะอาบน้ำแต่งตัวตั้งแถว เรียงกันยาวไปตามริมถนน เพื่อมารอพระบิณฑบาตรแต่เช้า ด้วยความศรัทธา วิธีการตักบาตร คือ หยิบข้าวเหนียว จากกระติ๊บมาหยิบกำมือ  เหมือนกับเราตักข้าวสวย แล้วตักใส่บาตรพระ จนครบทุกองค์ ซึ่งหากเรามาพักที่ โฮมสเตย์ใน แต่ละที่ก็จะมีการเตรียมข้าวเหนียวไว้ให้เราสำหรับตักบาตรด้วยเช่นกัน
เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน เชียงคาน
3.ไหว้พระ 9 วัด
วัดศรีคุณเมือง
ตั้งอยู่ที่ซอย 6 ถนนชายโขง ทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ สร้างใน แบบแปลกตา รูปร่างคล้ายโบสถ์ตามวัดภาคเหนือ ด้านหน้าโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่เต็มหน้าบันภาพ ทั้งหมด เป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติ วัดศรีคุณเมือง มีพระพุทธรูปประธานที่เก่าแก่เป็นที่เลื่อมใส ศรัทธาและนับถือของชาวอำเภอเชียงคานเป็นอย่างมาก คือ พระพุทธรูปปูนปั้นนาคปรก ปางสมาธิ พระพุทธรูปใน อุโบสถวัดศรีคุณเมือง เป็นพระพุทธรูปนาคปรก ก่อด้วยอิฐถือปูน เป็นศิลปะล้านช้าง ผสมอยุธยา เป็นพระพุทธรูป ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นคนไทยและประชาชนจากฝั่งลาว หากมีโอกาสจะเดินทางข้ามแม่น้ำโขง เพื่อมากราบไหว้อธิษฐานขอพรในการเดินทางไปทำมาค้าขายให้สำเร็จรุ่งเรือง หรือให้ปลอดภัยจากภยันตราย ทั้งหลายทั้งปวง ใครที่มาขอพรจากพระประธานในพระอุโบสถวัดศรีคุณเมือง จะประสบความสำเร็จและสมหวัง กันทุกคน

เชียงคาน เชียงคาน
วัดโพนชัย
ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างซอย 2-3 ชมพระอุโบสถที่มีรูปสถาปัตยกรรมล้านช้างผสมสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พระยาศรีอรรคฮาตเป็นผู้สร้าง และเคยเป็นที่ตั้งที่ว่าการเมืองเชียงคาน ก่อนจะย้ายไปอยู่ในที่ปัจจุบันแก่งคุดคู้
ห่างจากตัวเมืองเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร  

เชียงคาน เชียงคาน
วัดป่ากลาง
เดิมเป็นวัดเล็กๆ สองวัด คือ วัดกลางและวัดป่า เนื่องจากวัดกลางตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จึงถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งพัง เข้า มาถึงวัด ชาวบ้านจึงย้ายมารวมวัดสองวัดเข้าเป็นวัดเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.2466 เรียกชื่อว่า “วัดป่ากลาง” ต่อมาสมัยพระมหาเกียรติ วฑฒิสาโร ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดมัชฌิมาราม” พระประธานในอุโบสถเป็น พระพุทธ รูปปูนปั้นปางมารวิชัย ภายในบริเวณวัด มีอาคารส้วมโบราณ ซึ่งชาวบ้านได้อนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี
วัดมหาธาตุ
ตั้งอยู่ ซอย 14 วัดมหาธาตุ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของเมืองเชียงคาน ไปชมพระอุโบสถไม้เก่าแก่รูปแบบล้านช้าง ภายในประดิษฐานพลวงพ่อใหญ่ บริเวณหน้าจั่วมีภาพเขียนบอกเล่าเรื่องราวประวัติเมืองเชียงคาน และมีเจดีย์ก่ออิฐที่เชื่อกันว่าสร้างทับรูพญานาค นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถหลังใหม่ ที่สร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านช้างที่สวยงาม
วัดท่าแขก
วัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงนับว่าเป็นบรรยกาศเย็นสบาย ภายในได้ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า
300 ปี นับว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนต่อเนื่อง มีประวัติเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์เมือง เชียงคาน เชื่อว่า “วัดท่าแขก” สร้างตรงกับสมัยขุนคานสร้างเมืองเชียงคาน บ้างก็สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในปี พ.ศ. 2020 เพราะมีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งเกิดศึกญวน พระเจ้าชัยจักรพรรดิแผ่นแผ้วกับข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่ง หลบ หนีศึกสงครามมาตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งลำน้ำโขงบริเวณวัดศพ พระเจ้าสุวรรณบัลลังก์รัชกาลต่อมาได้สร้างพระยืน ขึ้นที่วัดศพ โดยสกัดจากหินผาฮดและได้สร้าง “วัดท่าแขก” พร้อมกันไปด้วย วัดท่าแขกแห่งนี้ให้ทางฝ่ายชาย ได้ร่วมมือกันสร้างขึ้น
วัดท่าคก
นี้เชื่อกันว่าสร้างโดยพระยาศรีอรรคฮาต เจ้าเมืองคนสุดท้ายของเชียงคาน มีพระอุโบสถและศิลาจารึกด้านหน้า ให้ชม
วัดป่าใต้
ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2415 เดิมเป็นวัดป่าธุดงค์ สำหรับพระมาจำพรรษา ต่อมาพระครูศรสิริสุโข พร้อมด้วยชาว บ้านร่วมกันสร้างให้มั่นคงถาวรขึ้น พระอุโบสถเก่าแก่ประดับภาพจิตกรรมฝาผนังเป็นพุทธประวัติ ฝีมือช่างชาว
เชียงคาน
วัดภูช้างน้อย
ขึ้น ภูไหว้พระใหญ่ อธิฐานขอพร ก่อนชมเมืองเชียงคานจากยอดภูช้างน้อย วัดภูช้างน้อยเป็นวัดป่า ซึ่งชาว
เชียงคานได้สร้างขึ้น พระพุทธรูปองค์ใหญ่บนยอดเขามองเห็นเด่นเป็นสง่า ให้ทราบว่าท่านมาถึงเมืองเชียงคาน
เมืองแห่งธรรมมะแล้ว
วัดสันติวนาราม
ตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2482 โดยพระครูพิทักษ์สังฆการ เป็นผู้นำชาวบ้านสร้างขึ้น เดิมชื่อว่า “วัดป่าศิริพิทักษ์อรัญญ วาส” ต่อมาพระพิมลธรรมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดสันติวนาราม” ภายในวัดมีมณฑปประดิษฐานรายพระพุทธบาท จำลอง และบริเวณรอบอุโบสถ มีพระพุทธรูปสีทองอร่าม ประดิษฐานเรียงรายนับร้อยองค์งดงามมาก  

4.ชิมอาหารพื้นเมือง
- ข้ามเปียกเส้น ตั้งอยู่หน้าปากซอย 12 (เดิมอยู่ซ.10) ตรงข้ามวัดป่ากลาง เปิดขายตั้งแต่ 06.00-20.00 น.
เมนูเด่นมือเช้าของเมืองเชียงคานที่ไม่ควรพลาด ข้าวเปียกเส้น รสชาติเส้นจะนุ่มและเหนียวนิด น้ำซุปอร่อยเข้มข้น ที่นี่มีเมนูให้เบือกรับประทานหลายอย่าง  ทั้งโจ๊ก เก่เหลาเลือดหมู ราคา 20-30 บาท
เชียงคาน เชียงคาน
- ลุกโภชนา ตั้งอยู่ในถนนศรีเชียงคาน ซ. 9  เปิดขายตั้งแต่ 07.00-21.00
เป็นร้านอาหารเก่าแก่ ที่ขึ้นชื่อของเชียงคานมีหลากหลายเมนูเด็ดให้เลือกมากมาย มื้อเช้า มีโจ๊ก เกาเหลา ต้เลือดหมู  ขนมจีบ  ต้มจืดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเมนูปลาแม่น้ำโขง ต้มยำ น้ำข้น น้ำไสปลาคังลวกจิ้ม เป็นต้น
เชียงคาน เชียงคาน
- ข้าวปุ่นน้ำแจ่ว
หรือ ขนมจีนน้ำใส เป็นอีก 1 เมนู ที่จะพบเจอได้เฉพาะเชียงคานเท่านั้น เพราเป็นอาหารพื้นเมืองของที่นี่ ข้าวปุ่นน้ำแจ๋ว ส่วนประกอบของข้าวปุ้นน้ำแจ๋วที่แตกต่างจากขนมจีนทั่วไป เช่นมีเครื่องในหมู ตับ ไต ไส้ พุง ที่ต้มจนสุกแล้ว ประเภทผักๆก็มีผักบุ้ง กระล่ำปี ถั่วฝักยาว งอก สาระแน ต้นหอมสด และที่สำคัญจะขาดไม่ได้ เลยคือน้ำชุบใส แต่ละร้านของที่นี่ก็จะมีรสชาติแซบแตกต่างกันไป ว่ากันว่าถ้าใครได้มาเยือนเชียงคาน ถ้าไม่ได้ ชิมข้าวปุ้นน้ำแจ๋วย่ามเช้า ก็เท่ากับว่าไม่ถึงเชียงคานซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดมนช่วงเช้า ตั้งแต่ 08.00 – 11.00 นของก็ จะเริ่มหมดแล้ว เพราะฉะนัน้ใครอยากกิน ต้องไปแต่เช้า  ที่เชียงคานมีร้านข้าวปุ่นน้ำแจว หลายร้าน ได้แก่ ป้าอ๋อยข้าวปุ้นน้ำแจ่ว (ซอย 5 บน), ป้านางข้าวปุ้นน้ำแจ่วชอย 6, ป้าลี่ ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว ซอย 14 ข้างวัดมหาธาตุ
เชียงคาน เชียงคาน;
- จุ่มนัวยายพัด ตั้งอยู่ในถนนศรีเชียงคาน ซ. 10 เปิดขายตั้งแต่ 08.00-15.00 น.
ร้านเก่าแก่อีกหนึ่งร้าน ที่เปิดมานานกว่า 40 ปี มีเมนูเด็ด คือ ข้าวเปียกเส้น และหมี่กระทิ สำหรับมื่อเช้า ตกเที่ยง แวะมากินจุ้มนัวและขนามจีนน้ำยา 
- ปาท่องโก๋ยัดไส้
หรือ ขนมจีนน้ำใส เป็นอีก 1 เมนู ที่จะพบเจอได้เฉพาะเชียงคานเท่านั้น เพราเป็นอาหารพื้นเมืองของที่นี่ ข้าวปุ่นน้ำแจ๋ว ส่วนประกอบของข้าวปุ้นน้ำแจ๋วที่แตกต่างจากขนมจีนทั่วไป เช่นมีเครื่องในหมู ตับ ไต ไส้ พุง ที่ต้มจนสุกแล้ว ประเภทผักๆก็มีผักบุ้ง กระล่ำปี ถั่วฝักยาว งอก สาระแน ต้นหอมสด และที่สำคัญจะขาดไม่ได้ เลยคือน้ำชุบใส แต่ละร้านของที่นี่ก็จะมีรสชาติแซบแตกต่างกันไป ว่ากันว่าถ้าใครได้มาเยือนเชียงคาน ถ้าไม่ได้ ชิมข้าวปุ้นน้ำแจ๋วย่ามเช้า ก็เท่ากับว่าไม่ถึงเชียงคานซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดในช่วงเช้า ตั้งแต่ 08.00 – 11.00 น.ของก็ จะเริ่มหมดแล้ว เพราะฉะนัน้ใครอยากกิน ต้องไปแต่เช้า  ที่เชียงคานมีร้านข้าวปุ่นน้ำแจว หลายร้าน ได้แก่ ป้าอ๋อยข้าวปุ้นน้ำแจ่ว (ซอย 5 บน), ป้านางข้าวปุ้นน้ำแจ่วชอย 6, ป้าลี่ ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว ซอย 14 ข้างวัดมหาธาตุ
เชียงคาน เชียงคาน;
5.พูดคุยทักทายชาวบ้าน
มาเชียงคานนอกจากเราจะได้ซึมซับกับบรรยากาศเก่าแก่ ร้านค้าเก๋ๆแล้ว การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองได้ ทักทาย นั่งคุยกับชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นความรู้สึกอบอุ่นใจอีกอย่างหนึ่งที่เราสัมผัสได้ เมื่อมาเที่ยว เชียงคาน ชาวบ้านที่นี่มีน้ำใจและเป็นมิตร ไม่ว่าจะเดินผ่านไปยังบ้านหลังใด ก็จะเห็นประตูบ้านเปิด กว้าง เพื่อเตรียมรับแขกหรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงเสมอ  ภาพชาวบ้านนั่งพูดคุยกันเป็นกลุ่มอยู่หน้าบ้าน และทักทาย เราด้วยรอยยิ้มพูดคุยอย่างเป็นกันเองเสมอ ให้ความรู้สึก เหมือนเราได้กลับมาเยี่ยมบ้าน เยี่ยมญาติผู้ใหญ่ และนี่ คงเป็นเสน่ห์ ของเชียงคาน ที่ไม่เหมือนที่ใด ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและต้องกลับมาที่นี่ อีกหลายครั้ง
เชียงคาน เชียงคาน;
6.นวดผ่อนคลายที่เชียงคาน
มาเชียงคานนอกจากเราจะได้ซึมซับกับบรรยากาศเก่าแก่ ร้านค้าเก๋ๆแล้ว การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองได้ ทักทาย นั่งคุยกับชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นความรู้สึกอบอุ่นใจอีกอย่างหนึ่งที่เราสัมผัสได้ เมื่อมาเที่ยว เชียงคาน ชาวบ้านที่นี่มีน้ำใจและเป็นมิตร ไม่ว่าจะเดินผ่านไปยังบ้านหลังใด ก็จะเห็นประตูบ้านเปิด กว้าง เพื่อเตรียมรับแขกหรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงเสมอ  ภาพชาวบ้านนั่งพูดคุยกันเป็นกลุ่มอยู่หน้าบ้าน และทักทาย เราด้วยรอยยิ้มพูดคุยอย่างเป็นกันเองเสมอ ให้ความรู้สึก เหมือนเราได้กลับมาเยี่ยมบ้าน เยี่ยมญาติผู้ใหญ่ และนี่ คงเป็นเสน่ห์ ของเชียงคาน ที่ไม่เหมือนที่ใด ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและต้องกลับมาที่นี่ อีกหลายครั้ง
เชียงคาน เชียงคาน;

ร้านค้าแนวๆ ที่เชียงคาน

1.ร้านไอเดียดีดี ตั้งอยู่ระหว่างซอย 12-13 เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-21.00 น.
ตกแต่งร้านได้ทันสมัยไม่เหมือนใคร ขายทั้งโปสการ์ด เข็มกลัด แมคเน็ต ที่สะดุดตา คือ  เสื้อยืดซึ่งแบบของที่นี่ ไอเดียดีไม่เหมือนใคร แถมยังมีมุมถ่ายรูปหลายมุมที่สวยๆอีกด้วย ที่สะดุดตาอีกอย่างหนึ่งของร้านนี้คงเป็นมุมที่ ให้นักท่องเที่ยวได้ประทับตราความปะทับใจที่มีต่อเชียงคาน ตรงมุมบันได เท่ห์ สมชื่อร้าน

เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน ;เชียงคาน
1.ร้านจำเลยรัก ตั้งอยู่ ระหว่างซอย 12-13  เปิดตั้งแต่ 08.00-21.00 โทร 081 557 2469
ร้านตรงข้ามกับร้านไอเดียดีๆ ร้านจำเลยรัก แค่ชื่อร้านก็ทำให้เราสะดุดได้แล้ว เมื่อเข้ามานั่งในร้านยิ่งทำให้ สะดุด ตากับการตกแต่งร้านออกแนวย้อนยุคออกแนวเล็กน้อย นอกจากร้านนี้จะเป็นร้านขายของที่ระลึกต่างๆ เช่น เข็มกลัด โปสการ์ด แมกเน็ต  อย่างเสื้อยืดที่สกรีนตามชื่อร้านก็ใช้ ฟอนต์เก๋ โบราณเล่นสีนิดหน่อยแค่นี้็ ทำเอา เรารีบควักเงินจากกระเป๋ามาซื้อแทบไม่ทัน   ที่นี่ยังมีมุมนั่งเล่นให้ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มอื่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะ เป็นนมน้ำผึ้ง ชามะนาวโซดา น้ำผึ้งมะนาวโซดา และของว่างพวกขนมทานเล่นต่างๆ ที่นี่เหมาะสำหรับเป็นที่พัก ผ่อนนั่งฟังเพลงช้าๆ เบา ๆ ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ชมบรรยากาศของร้านให้หายเหนื่อยหลังจากเดินชมหรือปั่นจักรยาน มาทั้งวัน ที่นี่มีห้องพักแบบโฮมสเตย์บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน ;เชียงคาน
1.ร้านจำไว้เลยเชียงคาน ตั้งอยู่ ระหว่างซอย 12-13 ข้างจำเลยรัก  เปิดตั้งแต่ 09.00-21.00
ร้านของของที่ระลึกเล็ก แต่ถ้าใครได้เห็นป้ายชื่อร้านนี้ จำไว้เลย เชียงคาน เชื่อว่าต่องรีบวิ่งไปถ่ายรูปในทันใด กับป้ายหน้าร้านสีกลมแดง ร้านนี้เน้นขายโปสการ์ด และแมคเน็ต รวมทั้งพวงกุญแจแบบต่างๆ ซึ่งมีให้เลือก มากมาย

เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน ;เชียงคาน
1.คิดถึง ณ เชียงคาน ตั้งอยู่ข้างๆซอย  19
เป็นร้านขายของที่ระลึกที่ผสมผสานกันระหว่างของที่ระลึกดั้งเดิมเช่นผ้าทอ ผ้าขาวม้า ผลิตภัณฑ์จากกะลา มะพร้าว กับของทีระลึกสมัยใหม่เช่น โปสการ์ด  เสื้อ แมคเน็ต พวกกุญแจ เจ้าของร้าน คือ ป้าคำก้อย ใจดีและ คุยเก่งมาก คอยเล่าเรื่องราวต่างๆ ของมืองเชียงคานให้เราฟังเสมอ นอกจากขายของที่ระลึกแล้ว ใครรู้สึกปวด เมื่อยแวะมานวดที่ร้านนี้ได้ เพราะมีบริการนวดแผนไทย นวดตัว นวดฝ่าเท้า ราคาย่อมเยา คุณป้าคอนเฟริม มาว่านวดแล้วหายเมื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว

เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน ;เชียงคาน
เฮือนติ่งคำ ตั้งอยู่ข้างๆซอย17
เป็นที่พักแบบโฮมสเตย์ พร้อมร้านขายของที่ระลึกร้านนี้ตกแต่งออกแนวโบราณย้อนยุคยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม ของเมืองเชียงคานไว้ ด้วยการนำข้าวของเครื่องใช้โบราณ เช่นทีวี วิทยุ จักรยานโบราณ เน้นขายเสื้อและมี ของกระจุกกระจิกบาง ที่น่าสนใจ คือ ไก่กระป๋อง ซึ่งสร้างสรรค์โดยเจ้าของบ้าน โดยการเจาะรูร้อยเชือกกลาง กระป๋องใช้ผ้าเปียกๆซึ่งให้มาพร้อมกันดึงเชือกขึ้นลง ก็จะได้ยินเป็นเสียงไก่ เอาเล่นดึงขึ้นลงก็สร้างความเพลิด เพลินและเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย

เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน ;เชียงคาน
ร้านกาแฟ เชียงคานลานลม ระหว่างซอย 14 -15
ร้านกาแฟบรรยากาศสบาย ติดริมโขงที่ตกแต่งได้เก๋ไก๋ ที่หากได้ผ่านมาทุกคนต้องแวะไปหาอะไรดื่ม นั่งพักชิว ชิว มีหลากมุมให้เราได้นั่งพักผ่อนและถ่ายรูป หน้าร้านตกแต่งด้วยจักรายานโบราณ มีเก้าอี้เก่าๆ พร้อมป้ายชื่อ เชียงคานโดดเด่น เห็นแล้วต้องรีบวิ่งไปถ่ายรูปให้รู้ว่า ฉันมาถึงเชียงคานแล้ว

เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน ;เชียงคาน
สุขสำรวย
หากเดินผ่านไปมาต้องสะดุดตากับตู้ไปรษณีย์สีแดงไซส์กระทัดรัดน่ารัก ที่ตั้งโดดเด่นอยู่หน้าร้านนี้ ที่โดดเด่น อีกอย่าง คือ การนำลังไม้ที่ใช้หมักไวน์ มาใส่โปสการ์ดให้เต็ม ซึ่งดูสร้างสรรค์ดี ร้านนี้ขายของที่ระลึกประเภทเสื้อ โปสการ์ด เข็มกลัด แมกเน็ต พวงกุญแจ เช่นเดียวกับร้านอื่นๆ นอกจากนี้ยังให้บริการห้องพักอีกด้วย

เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน ;เชียงคาน
สองผัวเมีย เกสต์เฮาส์ ตั้งอยู่ระหว่างซ 8-9  ตรงข้ามโรงแรมสุขสมบูรณ์
ร้านขายของที่ระลึก ที่เน้นขายสิ้นค้าพื้นเมืองของเชียงคาน ที่มาดัดแปลงให้ทันสมัย เช่น ผ้าทอ ที่นำมาดัดแปลง เป็นผ้าพันคอ กระเป๋า ที่โดดเด่น คือ หมวกสาน แบบเก๋ๆ หลากแบบ ที่เห็นราคาแล้วต้องรีบซื้อมาใส่ถ่ายรูปเล่นๆ นอกจากนี้ยัง ให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์ ที่ตกแต่งได้เก๋มิยอก

เชียงคาน เชียงคาน
เชียงคาน ;เชียงคาน
รักเลย
บ้านไม้โบราณ มองขึ้นไปเห็นป้ายชื่อ สีฟ้าเขียนข้อความร้าน รักเลย สีเหลือง โดดเด่นมาแต่ไกล คือ สิ่งดึงดูด ให้เราสะดุดในชื่อร้าน แล้วต้องก้าวเข้ามาทำความรู้จักกับร้านนี้ รักเลย เป็นร้านขายของที่ระลึกที่ตกแต่งได้แนว ไม่หยอก มีของที่ระลึก ทั้งเสื้อ โปสการ์ด แมกเน็ต พวงกุญแจให้เราเลือกมากมาย เมื่อได้เข้ามาร้านนี้ แน่นอน คุณจะรู้สึกเหมือนป้านร้าย คือ รักเลย 

เชียงคาน เชียงคาน
ร้านกาแฟสุวรณรามา ซอย 9
สุวรรณรามาเดิมเป็นชื่อของโรงหนังประจำเมืองเชียงคาน แต่ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านกาแฟ ตกแต่งแนวโบราณ ย้อนยุค คง concept ของการเป็นโรงหนังเก่าแบบดั้งเดิม โดยการนำอุปกรณ์ฉายหนังแบบดั้งเดิม และโปสเตอร์ หนังเก่ามาตกแต่ง  บางส่วนภายในจำลองรูปแบบโรงภาพยนต์ในยุคเก่าไว้ให้ลูกหลานได้ดูกัน มุมนี้มีทั้งแผ่น ภาพยนต์ ม้วนฟิล์มภาพยนตร์ เก้าอี้นั่งชมภาพยนตร์ รูปถ่ายวันเปิดฉายภาพยนตร์ครั้งแรก รวมทั้งตั๋วเข้าชม ภาพยนตร์เก่าๆ นอกจาก กาแฟแล้ว ยังมีไข่กระทะเมนูอาหารที่เชิญชวนให้ลองมาชิม นั่นก็คือ “ไข่กระทะ” ราคาก็ไม่แพง 30 บ. ต่อกระทะรสชาติก็อร่อยดีอีกด้วย

ท่องเที่ยวใกล้เมืองเชียงคาน

1.แก่งคุดคู้
อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงคานประมาณ 3 กิโลมเตร แก่งคุดคู้ เป็นแก่งหินขนาดหใญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขงห่างจาก ตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยหินก้อนใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมาก ตัวแก่งกว้างใหญ่เกือบจรด สองฝั่งแม่น้ำโขง มีกระแสน้ำไหลผ่านไปเพียงช่องแคบ ๆ ใกล้ฝั่งทะเลไทยซึ่ง กระแสน้ำเชี่ยวกราก เวลาที่เหมาะ ที่จะมาชมแห่งคุดคู้ที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้ง มองเห็น เกาะแก่งต่าง ๆ ชัดเจน บริเวณแก่ง มีร้านอาหารจำหน่ายมากมาย
2.ชมทะเลหมอกภูทอก
จุดชมทัศนีย์ภาพเมืองเชียงคาน และทะเลหมอก สวยงามริมฝั่งโขงที่แปลกตา หาดูได้ยากยิ่ง จากเชียงคาน ใช้ทาง หลวงหมายเลข 211 ทางไป อ.ปากชม ผ่านแยก “แก่งคุดคู้”ไม่ไกลจะมีแยกทางขวามือ (สังเกตุป้าย สถานีทวนสัญญาณ 483) ระยะทางเข้าไปประมาณ 5 ก.ม. มีถนนสะดวกขึ้นถึงยอดภูทอก นอกจากจะรอ ชมพระอาทิตย์ และทะเลหมอกได้สวยงามมาก ในช่วงฤดูหนาวแล้ว ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างงดงาม ต่อด้วยแสงสีระยิบระยับยามค่ำของเมืองเชียงคาน ทิวเขาสลับซับซ้อนสุดตา ไกลถึงฝั่งลาว เหมาะยิ่งสำหรับผู้ที่ หลง ไหลการถ่ายภาพมุมกว้าง การเดินทางจากตัวอำเภอเชียงคานนักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถสายรอบเมืองไป แก่งคุดคู้ได้ซึ่งห่าง จากตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร
3.หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2448 มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านนาป่าหนาด ปัจจุบันยังมีการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทดำ มีบ้านที่สร้างขึ้น ตามแบบเอกลักษณ์ดั้งเดิมของชาวไทดำ รวมทั้งเครื่องใช้ต่างๆในชีวิตประจำวัน ที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็น อยู่ในอดีตและยังมีการรวมกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองของชาวบ้าน  โดยสามารถชมการทอผ้าและเลือกซื้อสินค้าเป็น ของฝากได้ นักท่องเที่ยวที่สนใจที่จะ สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ชาวไทดำแบบโฮมสเตย์ สามารถติดต่อ ได้ที่ สมาคมอนุรักษ์วัฒนธรรม ไทดำก่อนล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ โทร. 08 1048 2000 พัก 1 คืน อาหาร 2 มื้อ ราคา 300 บาท/คน การเดินทาง ใช้เส้นทางเลย-เชียงคานไปประมาณ 38 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้า ทางไปบ้าน นาสีจนถึงบ้านาป่าหนาดอีกประมาณ 10 กิโลเมตร พระใหญ่ภูคกงิ้วเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ประทานพรหล่อด้วย ไฟเบอร์ผสมเรซิ่นสีทองทั้งองค์ สูง 19 เมตร  ตัวฐานกว้าง 7.2 เมตร สร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 และประชาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องใน วโรกาสมหา มงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 6 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2542 และ ในมหา มงคลแห่งราชพิธีราชาภิเษก ครบ 50 ปี พ.ศ. 2543 สร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 บริเวณโดยรอบ สามารถชมทัศนียภาพที่สวยงามของแม่น้ำโขง และประเทศลาวได้ การเดินทาง จากตัวเมืองเลยใช้ทางหลวง หมายเลข 201 (เลย-เชียงคาน) ไป 47 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายบริเวณสามแยกตรงไปจนถึงบ้านท่าดีหมี่ และเลี้ยวขวาที่โรงเรียน บ้านท่าดีหมีไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร
4. วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน
อยู่ที่บ้านผาแบ่น ตำบลบุฮม การเดินทาง ใช้เส้นทางสายเชียงคาน-ปากชม ระยะทาง 6 กิโลเมตร ถึงหมู่บ้าน ผาแบ่นมีทางแยกเข้าบ้านอุมุง 3 กิโลเมตร จะถึงทางขึ้นเขาเป็นทางลูกรังระยะทาง 1 กิโลเมตร พระพุทธบาท ภูควายเงิน เป็นรอยพระพุทธบาทยาวประมาณ 120 เซนติเมตร กว้าง 65 เซนติเมตร ประดิษฐานบนหินลับมีด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อพ.ศ. 2478 รอยพระพุทธบาทภูควายเงินเป็นที่เคารพ สักการะของ ชาวบ้านในแถบนี้มาก สมัยก่อนครั้งที่การเดินทางมานมัสการยังลำบาก เชื่อกันว่าคนที่มีบุญวาสนา เท่านั้นจึงจะ เดินทางมากราบไหว้ได้ คนที่วาสนาไม่ถึงจะต้องมีเหตุให้มาไม่ได้ ทั้งที่ตั้งใจไว้อย่างเต็มที่ก็ตาม บางคนก็หลงทาง ทุกปีในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 3 ทางวัดจะจัดงานสมโภชประจำปีถือเป็นงานสำคัญของชาวบ้านในแถบนี้

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย


 

กำเนิดเมโสโปเตเมีย    เมโสโปเตเมีย เป็นคำภาษากรีก แปลว่า ที่ระหว่างแม่น้ำ ดินแดนที่ชาวกรีกเรียกว่า เมโสโปเตเมียนี้ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำไทกรีสและ ยูเฟรตีสเป็นส่วนหนึ่งของ “ดินแดนรูป  พระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์” ซึ่งเป็นดินแดนรูปครึ่งวงกลมผืนใหญ่ ที่ทอดโค้งขึ้นไปจากฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอ่าวเปอร์เซีย          เมโสโปเตเมีย เป็นดินแดนที่อากาศร้อนและกันดารฝน น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็น น้ำจากแม่น้ำที่มาจากหิมะละลายในภาคฤดูร้อนบนเทือกเขาในอาร์มิเนีย น้ำจะพัดพา   เอาโคลนตมมาทับถมชายฝั่งทั้งสอง ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การเอ่อล้นของน้ำอันเกิดจากหิมะละลายไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและบางครั้งทำความเสียหายแก่บ้านเมือง ไร่นา ทรัพย์สินและชีวิตผู้คน การกสิกรรมที่จะได้ผลดีในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต้องอาศัยระบบการชลประทานที่มีประสิทธิภาพ         ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำเป็นเครื่องดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาทำมาหากินในบริเวณนี้ แต่ความร้อนของอากาศก็เป็นเครื่องบั่นทอนกำลังของผู้คนที่อาศัยอยู่ทำให้คนเหล่านั้นขาดความกระตือรือร้น เมื่อมีพวกอื่นเข้ารุกรานจึงต้องหลีกทางให้ผู้ที่เข้ามาใหม่ซึ่งเมื่ออยู่ไปนานๆเข้าก็ประสบภาวะเดียวกันต้องหลีกให้ผู้อื่นต่อไป พวกที่เข้ามารุกรานส่วนใหญ่มักจะมาจากบริเวณหุบเขาที่ราบสูงทางภาคเหนือและตะวันออกซึ่งส่วนใหญ่เป็นเขาหินปูนไม่อุดมสมบูรณ์เท่าเขตลุ่มแม่น้ำ และยังมีพวกที่มาจากทะเลทรายซีเรียและอารเบีย เรื่องราวของดินแดนแห่งนี้จึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอารยธรรมของคนกลุ่มต่างๆ หลายกลุ่มมิได้เป็นเรื่องราวของอารยธรรมที่สืบต่อกันเป็นเวลายาวนานดังเช่นอารยธรรมอียิปต์ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
เมโสโปเตเมียแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยโบราณคำว่าเมโสโป-เตเมียเป็นภาษากรีก มีความหมายว่าดินแดนระหว่างแม่น้ำที่สอง คือแม่น้ำไทกรีส (Tigris) และ ยูเฟรตีส (Euphrates) ปัจจุบันคือประเทศอิรัก มีนครหลวงคือกรุงแบกแดด แม่น้ำทั้ง 2 สายมีต้นน้ำอยู่ในอาร์มีเนียและเอเซียไมเนอร์ไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย       บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ตอนล่างเรียกว่าบาบิโลเนีย (Babylonia) เป็นเขตซึ่งอยู่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย มีชื่อเรียกในสมัยหนึ่งว่าชินาร์ (Shina) เกิดจากการทับถมของดินที่แม่น้ำพัดพามากล่าวคือในฤดูร้อนหิมะบนภูเขาในอาร์มีเนียละลายไหลบ่าลงมาทางใต้พัดพาเอาโคลนตมมาทับถมไว้ยังบริเวณปากน้ำทำให้พื้นดินตรงปากแม่น้ำงอกออกทุกปี โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 1 ไมล์ครึ่ง ทุกๆ ศตวรรษ (ประมาณปีละ 29 นิ้วครึ่ง)     อาณาบริเวณที่เรียกว่าเมโสโปเตเมีย มีทิศเหนือจรดทะเลดำ และทะสาบแคสเบียน ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งล้อมรอบด้วยทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันตกจรดที่ราบซีเรียและปาเลสไตน์ ส่วนทิศตะวันออกจรดที่ราบสูงอิหร่าน      เมโสโปเตเมียแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนล่างใกล้กับอ่าวเปอร์เซีย มีความอุดมสมบูรณ์์เรียกว่าบาบิโลเนีย ส่วนบนซึ่งค่อนข้างแห้งแล้งเรียกว่าแอสซีเรีย (Assyria) บริเวณ ทั้งหมดมีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ มีการรบพุ่งกันอยู่เสมอ เมื่อชาติใดมีอำนาจ ก็เข้าไปยึดครองและกลายเป็นชนชาติเดียวกัน นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่าไม่มีแห่งหนตำบลใดจะมีชาติพันธุ์มนุษย์ผสมปนเปกันมากมายเหมือนที่นี่และยังเป็นยุทธภูมิระหว่างตะวันตก กับตะวันออกตลอดสมัยประวัติศาสตร์    
ปัจจัยที่เอื้ออำนวยที่ทำให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
 
1. ความคิดสร้างสรรค์รักษา ปรับปรุงและสืบทอดในอารยธรรมของกลุ่มชน 6 กลุ่มคือ
         1.1 สุเมเรียน (Sumerians)
         1.2 อัคคาเดียน (Akkadians)
         1.3 อะมอไรท์ (Amorites)
         1.4 คัสไซท์ (Kassites)
         1.5 อัสซีเรียน (Assyrians)
         1.6 แคลเดียน (Chaldeans)     2. แม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ทำให้เมโสโปเตเมียชุ่มชื้นเกิดการรวมตัวของกลุ่มชนและกำเนิดอารยธรรมเฉพาะขึ้น  3. พรมแดนธรรมชาติซึ่งมีส่วนช่วยเป็นกำแพงป้องกันศัตรูภายนอกแม้ไม่ดีเท่าแถบลุ่มน้ำไนล์ก็ตาม แต่ก็เอื้ออำนวยให้กลุ่มชนซึ่งผลัดกันขึ้นมีบทบาทในเมโสโปเตเมียสามารถใช้ประโยชน์ของพรมแดนธรรมชาตินี้กำเนิดอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น กล่าวคือทิศเหนือจรดเทือกเขาอเมเนียทิศใต้จรดอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันออกจรดแนวเทือกเขายาว ทิศตะวันตกจรดทะเลทรายอารเบียน ลุ่มคนที่สร้างสรรค์อารยธรรมเมโสโปเตเมียชาวสุเมเรียน (Sumeriam)

         เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชชาวสุเมเรียนได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) ปากแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส ซึ่งเรียกกัน ในเวลาต่อมาว่าดินแดนซูเมอร์ ในระยะแรกชุมชนชาวสุเมเรียนเป็นหมู่บ้านยุคหินใหม่ หมู่บ้านเหล่านี้ได้ขยายตัวขึ้นเป็นชุมชนวัด และในเวลาต่อมา ชุมชนวัดแต่ละแห่งได้พัฒนาขึ้นเป็นเมือง ที่สำคัญ ได้แก่เมืองเออร์(Ur) เมืองอิเรค (Ereck) เมืองอิริดู (Eridu) เมืองลากาซ (Lagash) และเมืองนิปเปอร์ (Nippur) แต่ละเมืองมีชุมชนเล็กๆ ที่รายรอบอยู่เป็นบริวาร ทำให้มีลักษณะเป็นรัฐขนาดเล็กที่เรียกว่านครรัฐ (City State) นครรัฐเหล่านี้ต่างปกครองเป็นอิสระแก่กัน           ในขณะที่ชาวสุเมเรียน สถาปนานครรัฐขึ้นทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำไทกรีส-    ยูเฟรตีส หลายนครรัฐชนกลุ่มอื่นๆ ก็ได้สถาปนานครรัฐของตน ในบริเวณตอนเหนือขึ้นไปอีกหลายแห่งแต่มีความเจริญทางอารยธรรมด้อยกว่านครรัฐของชาวสุเมเรียนในดินแดนซูเมอร์ก็ตามแต่ภาษาที่ใช้สืบมาจากรากเดียวกันคือภาษาอินโด-ยูโรเปียนอันเป็นต้นกำเนิดจากภาษาลาติน กรีก เปอร์เซีย สันสกฤต รวมทั้งภาษาเยอรมันและภาษาโรมานซ์ในปัจจุบัน มองจากแง่ของภาษาอนารยชนกลุ่มใหม่เหล่านี้ก็คือบรรพบุรุษของเรานั่นเอง การบุกรุกทางใต้ของชนเหล่านี้มีผลทำให้ชนเผ่าอื่นถูกแย่งที่ไปอย่างรุนแรงในช่วงประมาณปี 1750 ถึง 1550 ก่อนคริสตกาล พวกอนารยชนดังกล่าวตลอดจนพวกอื่นๆ ที่ดำเนินรอยตามได้ทำลายความต่อเนื่องทางการเมืองและวัฒนธรรมของดินแดนตะวันออกใกล้สมัยโบราณ ประมาณปี 1595 ผู้รุกรานเผ่าอินโด-ยูโรเปียน ก็ทำให้ราชวงศ์ของพระเจ้าฮัมบูราบีในนครบาบิโลนต้องสิ้นสุดลงซึ่งฉุดให้เมโสโปเตเมียเข้าสู่ช่วงเวลาอันยาวนานของความเสื่อมของทางวัฒนธรรมและความไม่สงบทางการเมือง       คนกลุ่มแรกที่สร้างสรรค์อารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นคือชาวสุเมเรียน ผู้คิดประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก อารยธรรมที่ชาวสุเมเรียนสร้างขึ้นเป็นพื้นฐานสำคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปัตยกรรม ตัวอักษร วรรณกรรม ศิลปกรรมอื่นๆ ตลอดจนทัศนคติต่อชีวิตและเทพเจ้าของชาวสุเมเรียนได้ดำรงอยู่และมีอิทธิพลอยู่ในลุ่มแม่น้ำทั้งสองตลอดช่วงสมัยโบราณ       ข้อควรสังเกต
     1. บริเวณเมโสโปเตเมียเป็นบริเวณที่มีอากาศรุนแรง ฤดูร้อนอากาศร้อนจัด ฤดูหนาวอากาศหนาวจัด ฝนตกน้อย (ปีหนึ่งไม่เกิน 3 นิ้ว) ความรุนแรงของภูมิอากาศทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ขาดความกระตือรือร้น เมื่อถูกศัตรูที่แข็งแกร่งรุกรานก็หลีกทางให้ เมโสโปเตเมียจึงเป็นบริเวณที่มีชนหลายชาติหลายภาษาผลัดเปลี่ยนกันเข้ามายึดครองตลอดเวลา
    2. เมโสโปเตเมียตั้งอยู่ในที่โล่ง ปราศจากกำแพงธรรมชาติที่จะป้องกันการบุกรุกจากศัตรูภายนอกชนพวกแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณเมโสโปเตเมียคือ พวกสุเมเรียน (Sumerian) ชนพวกนี้จะสืบเชื้อสายมากจากชาติใดไม่อาจทราบชัดทราบแต่เพียงว่า เดิมเป็นชนเผ่าพเนจร อพยพมาจากภูเขาทางทิศตะวันออก เข้าไปตั้งถิ่นฐานแถบบริเวณปากแม่น้ำทั้งสองก่อนเมื่อประมาณ 2900-2800 ปีก่อนคริสตกาลแล้วขยายสู่คาบสมุทรชินาร์ (Shinar) ระยะเวลาที่ชนชาติต่างๆเข้ามาอาศัยในดินแดนเมโสโปเตเมีย       เจริโค (Jericho) อาศัยอยู่ระหว่างหุบเขาริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดน ประเทศอีรักราว 8000 B.C. ถือว่าเป็นชนชาติแรกทีเก่าแก่ที่สุดในเมโสโปเตเมียซาทาล ฮือยึค (Catal Huyuk) อาศัยอยู่บริเวณอนาโตเลีย สร้างอารยธรรมเก่าแก่สมัยราว 7000-5000 B.C. ก่อนประวัติศาสตร์      สุเมเรียนและอัคคาเดียน สุเมเรียนอาศัยอยู่ตอนล่างของเมโสโปเตเมีย สร้างอารยธรรม(Sumerian and Akkadian) ขึ้นโดยเฉพาะการประดิษฐ์ตัวอักษร             ทำให้เมโสโปเตเมียเข้า 3000-1600 B.C. สู่สมัยประวัติศาสตร์ และได้ให้แนวทางแก่พวกอัคคาเดียนซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปของเมโสโปเตเมีย เข้ามาครอบครองและเจริญขึ้นแทนสุเมเรียน        อะมอไรท์ (Amorite) พวกอะมอไรท์อพยพมาจากทะเลทรายซีเรียน เข้าครอบ
1900-1600 B.C. ครองเมโสโปเตเมีย สร้างอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นภายใต้การปกครองของพระเจ้าฮัมมูราบี สมัยนี้กรุงบาบิโลเนียเป็น เมืองหลวงอาณาจักรบาบิโลเนียทางทิศตะวันออกจรด อ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน        ฮิตไตท์และแคสไซท์ พวกฮิตไตท์ อยู่ในเอเชียไมเนอร์ ได้ขยายอาณาจักรออก (Hittite and Kassite) เป็นจักรวรรดิใหญ่ รุกรานเข้ามาในเมโสโปเตเมีย
1600-1150 B.C. ได้ยึดครองปล่อยให้พวกแคสไซท์ซึ่งอยู่ทางเทือกเขาด้าน ตะวันออกของแม่น้ำไทกรีสเข้ายึดครองกรุงบาบิโลน        แอสสิเรียน (Assyrian) อยู่ทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย ค่อยเจริญขึ้นแทนตอน 750-612 B.C. ล่างของเมโสโปเตเมีย และกลายเป็นจักรวรรดิ ครั้งแรก เมื่อเข้ายึดครองกรุงบาบิโลนได้        แคลเดียน (Chaldeam) พวกแคลเดียนอยู่บริเวณทะเลทรายตอนใต้ของบาบิโลเนีย 612-538 B.C. ได้แยกตัวออกจากการปกครองของแอสสิเรียได้สำเร็จ และ มีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยพระเจ้าเนบูชาเนซซาร์ อาณาจักรแคลเดียนสิ้นสุดลงเมื่อถูกเปอร์เซียเข้ายึดครองอินโด-ยูโรเปียน พวกอินโดยูโรเปียน(Indo-European) อยู่ทางตอนเหนือ เข้ามามีอำนาจใน เมโสโปเตเมีย ตั้งแต่ 550 B.C. โดยปราบพวกที่มีอำนาจอยู่550-332 B.C. ก่อนได้สำเร็จจึงสร้างอาณาจักรเปอร์เซียขึ้นขยายอำนาจปกครองในดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งหมดรวมทั้งอียิปต์และหัวเมืองกรีกในเอเซีย
ไมเนอร์ เมื่อทำสงครามกับกรีก ก็ตกอยู่ ใต้การปกครองของกรีกในปี 332 B.C.
วัฒนธรรมเมโสโปเตเมีย
พัฒนาการวัฒนธรรมสุเมเรียน 2 ระยะ คือ        1.ระยะวัฒนธรรมอูเบด (Ubaid) ประมาณ 4250-3750 B.C. เป็นสมัยเริ่มอารยธรรมคนเมือง (Urban life)        2.ระยะวัฒนธรรมอูรุค (Uruk) ประมาณ 3750-3000 B.C.           ก. การประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์ม  หรืออักษรลิ่มบนแผ่นดินเหนียว
ส่วนใหญ่ใช้ของมีคนกรีดลงบนหิน แต่เนื่องจากหินหายากและไม่มีกระดาษพะไพรัสจึงต้องเขียนลงบนดินเหนียวแล้วนำไปผึ่งแดด หรือเผาไฟให้แห้งแข็ง เครื่องมือที่ใช้คือ ไม้ หรือกก หรือเหล็กแหลม กดเป็นรูปลิ่มอักษร จึงถูกเรียกชื่อว่า “คูนิฟอร์ม” หรือตัวอัหษรรูปลิ่ม          ข. การสร้างผลงานสถาปัตยกรรมเรียกว่า “ซิกกูแรท”
ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายพิรามิดสร้างบนฐานที่ยกระดับจากพื้นดินข้างบนทำเป็นวิหารเทพเจ้ามีบันไดทอดยอดขึ้นไป          ค. การก่อสร้างด้วยอิฐและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ชาวสุเมเรียนได้สร้างผลงานก่อสร้างอื่นๆและทำปฏิทินจันทรคติ กำหนดเดือนหนึ่งมี 366 ?  วัน ปีหนึ่งมี   12 เดือน ปีของสุเมเรียนจึงมีเพียง 354 วัน ขณะที่ปีทางสุริยคติมี 366 ? วัน เดือนของชาวสุเมเรียนแบ่งออกเป็น 4 สัปดาห์ๆ 7-8 วัน วันหนึ่งแบ่งเป็นกลางวัน 6 ชั่วโมง (เท่ากับ 2 ชั่วโมงในปัจจุบัน) กลางคืน 6 ชั่วโมง การนับคือ หน่วย 60 ซึ่งตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่นการนับ 1 ชั่วโมงมี 60 นาที 1 นาทีมี 60 วินาที วงกลมมี 360 องศา   (60 หกครั้ง) ประมวลกฏหมายฮัมบูราบี
ประมวลกฎหมายฮัมบูราบี เป็นบทบัญญัติที่รวบรวมกฎหมายต่าง ๆ และพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์ฮัมมูราบี ราชาแห่งบาบิโลเนีย และเป็นประมวลกฎหมายที่เก่าแก่  ที่สุด ประมวลกฎหมายนี้ถูกคัดลอกไว้โดยการแกะสลักลงบนหินบะซอลต์สีดำสูง 2.25 เมตร ซึ่งต่อมาทีมนักโบราณคดีฝรั่งเศสขุดพบที่ ประเทศอิรัก ในช่วงฤดูหนาวปี 1901 ถึง 1902 หินสลักนี้แตกเป็น 3 ชิ้น และได้รับการบูรณะ ปัจจุบัน ประมวล
กฎหมายฮัมมูราบีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
   กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายอาญา โดยยึดหลักที่ปัจจุบันเรียกว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” อันหมายถึงทำผิดอย่างไรได้โทษอย่างนั้น ซึ่งแม้บทลงโทษตามกฎหมายฮัมมูราบีจะดูว่าโหดเหี้ยมตามความคิดของคนสมัยใหม่ แต่การทำกฎหมายให้เป็นลายลักษณ์อักษรและพยายามใช้บังคับอย่างเป็นระบบกับทุกคน และการ “ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าผิด” นับเป็นหลักการสำคัญที่นับเป็นวิวัฒนาการทางอารยธรรมของมนุษย์      ทฤษฎีใหม่บางอันถือว่าการนับกฎหมายฮัมมูราบีให้สถานะอย่างประมวลกฎหมายอย่างปัจจุบันนั้นไม่ถูกต้องนัก ความจริงน่าจะนับได้เพียงการเป็นอนุสรณ์ยกย่องว่ากษัตริย์ฮัมมูราบีเป็น “ตัวอย่างกษัตริย์ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม” ได้เท่านั้นเพราะในชีวิตของคนย่อมมีความผิดอย่างอื่นที่ไม่ใช่การลักขโมย ซิกกูแรต(Ziggurat)
ซิกกูแรต (Ziggurat) เป็นสิ่งก่อสร้างของอารยธรรมสุเมเรียน (Sumerians) ในบริเวณเมโสโปเตเมีย มีลักษณะคล้ายพีระมิดแบบขั้นบันไดแต่ไม่ก่อสร้างสูงจนเป็นยอดแหลม ด้านบนของซิกกูแรตซึ่งเป็นพื้นที่ราบกว้างจะสร้างเป็นวิหาร ในระยะแรกการสร้างซิกูแรตมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ต่อมาซิกกูแรตนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังกษัตริย์ เช่น ซิกกูแรตที่เมืองอูร์ (Ur)           ซิกกูแรตสร้างขึ้นด้วยวัสดุจำพวกอิฐและไม้ ความแข็งแรงคงทนจึงสู้งานสถาปัตยกรรมยุคต่อมา เช่น พีระมิดอียิปต์ไม่ได้ เพราะงานของอียิปต์สร้างด้วยวัสดุจำพวกหิน ซิกกูแรตเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบมีชื่อว่า “The White Temple” พบที่เมืองอูรุค (Uruk) หรือวาร์กา (Warka) บริเวณพื้นที่ประเทศอิรักในปัจจุบัน มีอายุประมาณ 3,500 – 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งเก่าแก่กว่าพีระมิดของอียิปต์หลายร้อยปี มหากาพย์กิลกาเมช

      มหากาพย์กิลกาเมช (อังกฤษ: Gilgamesh) เป็นตำนานน้ำท่วมโลกที่เก่าแก่ของบาบิโลน เล่าเรื่องกษัตริย์กิลกาเมชกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ปรากฏในจารึก 12 แท่งด้วยกัน (นักโบราณคดีส่วนมากเชื่อว่าจารึกแท่งที่ 12 นี้ถูกแต่งเพิ่มขึ้นในภายหลัง) ซึ่งสอดคล้องกับตำนานของชาวซูเมอร์ มหากาพย์เรื่องนี้จารึกไว้ในแผ่นดินเหนียวในหอเก็บจารึกของกษัตริย์แห่งอัสซีเรีย เมื่อราว ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล            สวนลอยแห่งบาบิโลน

   ตำนานกล่าวไว้ว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนสร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่9 ก่อน
คริสตกาล โดยคำ บัญชาของกษัตริย์”เนบูคัสเนซซาร์”เพื่อเป็นของขวัญแก่นางอามิธีส ราชินีชาวเปอร์เซียของพระองค์
       สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในเขตพระราชฐาน มีลักษณะคล้ายปิรามิด โดยสร้างซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ นักประวัติศาสตร์จากซิซิลีที่ชื่อ   “ดิโอโดโรส” กล่าวว่า ชาวบาบิโลนใช้อิฐและน้ำมันดินเป็นส่วน ประกอบสำคัญในการก่อสร้างและเพื่อให้กันน้ำได้ดีนั้น ชาวเมืองจะใช้หญ้าประเภทอ้อหรือกกผสม น้ำมันดินปูพื้นชั้นแรก แล้วปูทับด้วยอิฐเผาที่ตริงไว้ด้วยปูน ก่อนจะวางตะกั่วทับลงไปบนชั้นบนสุด หลังจากนั้นจึงลงดินที่มีปริมาณมากพอที่จะปลูกต้นไม้ทุกประเภท นับแต่ไม้พุ่มไปจนถึงไม้ยืนต้น น้ำที่ใช้เลี้ยงต้นไม้ในสวนลอยสูบขึ้นมาจากแม่น้ำยูเฟรติสเบื้องล่างมาตามท่อที่ฝังซ่อนไว้อย่าง มิดชิดในแต่ละส่วนของระเบียง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกที่นี่เขียวชอุ่ม ให้ดอกและผลได้เป็นอย่างดีแม้ในช่วง ที่แล้งที่สุดกลางฤดูร้อนในทะเลทราย  มังกรในตำนานของชาวสุเมเรียน

          มังกรในตำนานของชนสุเม-เรียนแห่งนครบาบิโลน ซึ่งก่อตั้งขึ้นราว 2,000 ปีก่อน ค.ศ. โดยตำนานเล่าว่า หลังกำเนิดของพิภพ มีมังกรเพศเมียนามว่า ติอาแม็ท (TIAMAT) เป็นเทพีแห่งทะเลนํ้าเค็ม เมื่อนํ้าเค็มของติอาแม็ทผสมผสานกับนํ้าจืดของเทพ อัพสุ (APSU) ก็เกิดการปฏิสนธิของเทพองค์อื่นๆ อีกมากมาย     ต่อมาอัพสุต้องการชิงอำนาจจากจอมเทพ อีอา (EA) จึงเกิดเทวสงครามขึ้น แรกๆ ทัพของอัพสุกับติอาแม็ททำท่าว่าจะมีชัย แต่แล้วก็เกิดมีวีรเทพซึ่งเป็นโอรสของอีอาพระนามว่า มาร์ดุค (MARDUK) เข้ามาขัดขวางติอาแม็ทอ้าโอษฐ์ เพื่อกลืนกินมาร์ดุค แต่วีรเทพได้สาดมหาพายุเข้าไปในโอษฐ์ของเธอจนหุบไม่ลง แล้วมาร์ดุคก็ใช้แหจับติอาแม็ทไว้ได้ เอาศรเสียบร่างแล้วเอาดาบ ผ่ากายของเธอออกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งบังเกิดเป็นหลังคาสวรรค์ อีกซีก หนึ่งเป็นท้องมหาสมุทร นอกจากนี้ มาร์ดุค ยังเอาดาบเสียบลูกตาของติอาแม็ท โลหิตที่หลั่งไหลออกมากลายเป็นแม่นํ้าสองสาย คือ ไทกริส กับ ยูเฟรติส แห่งดินแดนเมโสโปเตเมีย ศิลปะแห่งดินแดนเมโสโปเตเมีย

          เมโสโปเตเมียเป็นชื่อดินแดนที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ริมแม่นํ้า อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและแร่ธาตุต่างๆ จึงเป็นที่ตั้งของชนเผ่าต่างๆ หลายชนเผ่า ชนเผ่าเหล่านี้มีความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน เช่น การนับถือบูชาเทพเจ้าประจําสถานที่ต่างๆ เช่น เทพเจ้าแห่งพายุ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เนื่องจากเชื่อว่า สิ่งทั้งหลายในธรรมชาติล้วนเป็นไปตามความพอใจของเทพเจ้าผู้เข้าถึงสัจธรรมแห่งเทพเจ้าได้ก็คือ นักบวชหรือพระ   ดังนั้น พระจึงมีบทบาทสําคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ และเปรียบเสมือนตัวแทนของเทพเจ้า วัดจึงกลายเป็นสถานที่สถิตย์ของเทพเจ้า เป็นที่ประกอบพิธีกรรม เป็นศูนย์กลางของการปกครอง และเป็นแหล่งผลิตงานศิลปะที่มีคุณค่ายิ่ง จึงนับว่าการสร้างสรรค์ศิลปะสมัยนี้มีแรงผลักดันมาจากความเลื่อมใสในศาสนาและการเอาใจเทพเจ้า งานศิลปะที่สําคัญส่วนใหญ่เป็นผลงานของเผ่าซูเมอร์ (Sumer) และบาบิโลเนีย (Babilonia) เผ่าแอสซิเรีย (Assyria) และเผ่าเปอร์เซีย(Persia) ประเด็นอภิปราย

                -  สาเหตุใด ที่ทำให้อารยธรรมเมโสโปเตเมียรุ่งเรืองและล่มสลาย
                -  มีอารยธรรมเมโสโปเตเมียด้านใดบ้างที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันแหล่งอ้างอิง
  http://www.thaigoodview.com/lesson?

 

สรุป อารยธรรมตะวันตก (เมโสโปเตเมีย-อียิปต์)


อารยธรรมตะวันตก

1. อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

- กำเนิดในลุ่มแม่น้ำสองสาย คือ ไทกริสและยูเฟรติส เป็นแหล่งอารยธรรมแรกของโลก เมื่อประมาณ 3500 ปี ก่อนค.ศ. เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ท่ามกลางดินแดนทะเลทรายและภูเขา (ปัจจุบันได้แก่ประเทศอิรัก)
- บริเวณที่ราบที่แม่น้ำทั้งสองสายบรรจบกันและไหลลงสู่ทะเล อ่าวเปอร์เซีย เรียกว่า “บาบิโลเนีย”
- โดยเหตุนี้ ทำให้มีชนหลายกลุ่มหลายเผ่าผลัดกันมาตั้งถิ่นฐาน และมีอำนาจในดินแดนแถบนี้

1.1 อาณาจักรเมโสโปเตเมีย
- ชาวสุเมเรียน Sumerian เป็นชนเผ่าแรกที่เข้าครอบครอง และทำการก่อสร้างระบบชลประทานเป็นชาติแรก
- สังคมของสุเมเรียนยกย่อง เกรงกลัวเทพเจ้า นิยมก่อสร้างศาสนสถานเรียกว่า “ซิกกูแรต” สร้างด้วยอิฐตากแห้ง
- ชาวสุเมเรียน เป็นกลุ่มแรกที่ประดิษฐ์อักษร ได้แก่ อักษรลิ่ม หรือ “คูนิฟอร์ม” cuneiform นักประวัติศาสตร์จึงนับเอาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งยุคประวัติศาสตร์
- “กิลกาเมซ” Epic of Gilgamesh เป็นมหากาพย์ ที่ถูกแต่งขึ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมโลก
- มีความเจริญทางด้านคณิตศาสตร์ ปฏิทิน และการชั่ง ตวง วัด

1.2 อาณาจักรบาบิโลเนีย Babylonia
- หลังจากสุเมเรียนเสื่อมอำนาจ ชาวอามอไรต์ Amorite ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลน ขึ้นมา การปกครองแบบรวมศูนย์ การจัดเก็บภาษี การเกณฑ์ทหาร
- สมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ( 1792-1745 B.C.) ได้มี “ประมวลกฎหมายฮัมมุราบี” เป็นลายลักษณ์อักษร จารึกแผ่นศิลา ยึดถือหลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในการลงโทษ
ฮิตไทต์ Hittite
- เข้ายึดครองแทนในดินแดนแถบนี้ เมื่อ 1590 B.C.
คัสไซต์ Kassite
- อพยพมาจาก เทือกเขาซากรอส เข้าครอบครองต่อ และมีอายุยาวนานต่อเนื่องกว่า 400 ปี


1.3 จักรวรรดิอัสซีเรีย Assyrian
- พวกอัสซีเรียน 800 B.C. ได้เข้ายึดครองกรุงบาบิโลน มีศูนย์กลางที่ นิเนเวห์
- สมัยพระเจ้าอัสชูร์บานิปาล 668-629 B.C. อัสซีเรียมีความเจริญขีดสุด

1.4 อาณาจักรคาลเดีย Chaldean
- 612 B.C. เผ่าคาลเดีย เข้ายึดครองนิเนเวห์สำเร็จ สถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นใหม่
- สมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ 605-562 B.C. สามารถตีเยรูซาเลม และกวาดต้นเชลยมาเป็นจำนวนมาก ได้สร้าง “สวนลอยแห่งบาบิโลน” Hanging Gardens of Babylon
- ชาวคาลเดียน เป็นชาติแรกที่นำเอาความรู้ด้านดาราศาสตร์มาพยากรณ์โชคชะตามนุษย์ และยังสามารถคำนวณด้านดาราศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ
- *** 539 B.C. พระเจ้าไซรัสมหาราช King Cyrus the Great
เข้ายึดครอง และผนวกเข้ากับจักรวรรดิ์เปอร์เซีย ทำให้ประวัติศาสตร์แถบเมโสโปเตเมียสิ้นสุดลง

2. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ (อียิปต์)


• อารยธรรมอียิปต์โบราณ เกิดขึ้นในบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำไนล์
• บริเวณลุ่มแม่น้ำแบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ Lower Egypt (ปากแม่น้ำไหลสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) เรียกว่า “เดลตา” อารยธรรมได้เกิดขึ้นบริเวณนี้ ส่วนอีกที่คือ Upper Egypt เป็นที่แม่น้ำไหลผ่านทะเลทราย หุบเขาไปจนถึงซูดานในปัจจุบัน
• ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลทราย ดังนั้นแม่น้ำไนล์จึงเปรียบเสมือน โอเอซีส และทำให้อียิปต์ถูกป้องกันการรุกรานจากชาติอื่น ๆ โดยธรรมชาติ จนกล่าวได้ว่า “Egypt is the gift of the Nile”

2.1 อียิปต์ก่อนประวัติศาสตร์
• ชุมชนดั้งเดิมเป็นพวกเร่ร่อน ต่อมาได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ จนเกิดชนชั้นปกครองสังคม ขยายตัวเป็นรัฐเล็ก ๆ เรียกว่า “โมนิส” มีสัญลักษณ์ เช่น สุนัข เหยี่ยว แมงป่อง ฯลฯ
• ราชวงศ์แรกที่สามารถรวมอียิปต์เป็นอาณาจักร คือ กษัตริย์เมนิส Menes 3000 B.C. ถือเป็นฟาโรห์องค์แรก มีศูนย์กลางที่เมมฟิส
• (Scorpion king) เป็นกษัตริย์องค์แรก ๆ ที่พยายามรวมอาณาจักรแต่ไมสำเร็จ

เทพเจ้าของชาวอียิปต์
• Re เทพเจ้าเร หรือ สุริยเทพ
• Osiris โอซิริส หรือ เทพแห่งแม่น้ำไนล์ เทพแห่งยมโลก
• Isis ไอซิส หรือ เทพีแห่งพื้นดิน เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์
• Set เซต เทพแห่งสงคราม
• Hathor ฮาธอร์ เทพี แห่งความรัก
• Horus ฮอรัส เทพผู้เป็นตัวแทนของฟาโรห์ทุกพระองค์
• นอกจากนี้ยังมีเทพอื่นๆที่ถือเป็นเทพเจ้าประจำแต่ละเมือง
ชาวอียิปต์ถือ ฟาโรห์เป็นเทพเจ้าพระองค์หนึ่ง ซึ่งได้แสดงออกโดยงานสร้าง และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ถวายแก่ฟาโรห์

ปิรามิด Pyramid และ มัมมี่ Mummy
• ปิรามิด สร้างโดยการสกัดหินมาเรียงเป็นขั้นบันได เป็นรูปกรวยสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ เพื่อเป็นสุสานฝังพระศพฟาโรห์ ส่วนมัมมี่ เป็นการรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อย ตามความเชื่อเรื่องการฟื้นคืนชีพจากตาย


2.2 อียิปต์สมัยประวัติศาสตร์
• อียิปต์ ประดิษฐ์อักษรภาพเรียกว่า “เฮียโรกลิฟิก” hieroglyphic เป็นการแกะสลักฝาผนังโบสถ์ และสุสานฟาโรห์ ต่อมาได้พัฒนาการเขียนลงในกระดาษ “ปาปิรุส”
• Book of the Dead เป็นวรรณกรรมความเชื่อของชาวอียิปต์ ที่กล่าวถึงการปฏิบัติตนเมื่อต้องเข้าไปสู่ยมโลก
• ความรู้ที่ถ่ายทอดได้แก่ วิชาดาราศาสตร์ และปฏิทินแบบสุริยคติ แบ่งปีออกเป็น 365 วัน
• สมัยปลายราชวงศ์ ได้มีการพยายามเปลี่ยนความเชื่อ จากการบูชาเทพเจ้าหลายพระองค์ ให้เหลือเพียงพระองค์เดียว ได้แก่ สุริยเทพ Aton หรือ อะตัน ซึ่งฟาโรห์เท่านั้นจะมีสิทธิ์ ส่วนประชาชนทั่วไปให้บูชาฟาโรห์แทน นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ชนชาติขาดความเข้มแข็ง


3. ชนชาติในเอเชียไมเนอร์

ได้แก่ ดินแดนที่อยู่ระหว่าง ทะเลดำ กับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ปาเลสไตน์ ตุรกี ซีเรีย)

1. ฟินิเชียน
• 1300-1000 B.C. เชี่ยวชาญในการเดินเรือทะเล มีเมืองท่าคือ ไทร์ และไซดอน ค้าขายจนถึงตอนเหนือแอฟริกา (เมืองคาร์เทจ Carthage)
• จากการเปิดกว้างของวัฒนธรรม ทำให้ชาวฟินิเชียนดัดแปลงตัวอักษร เฮียราติก และคูนิฟอร์ม มาเป็น “อัลฟาเบต” Alphabet ต่อมากลายเป็นต้นแบบของภาษากรีก ละติน ชาติตะวันตก และตะวันออก อื่น ๆ ด้วย

2. ฮีบรู
• เรียกอีกชื่อว่า “ยิว” เร่ร่อนในทะเลทราย 1400 B.C. ถูกจับเป็นทาสที่อียิปต์ ต่อมา “โมเสส” เป็นผู้ช่วยปลดแอก แล้วอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่ปาเลสไตน์ Canaan
• เนื่องจากเป็นชาติที่ไม่เข้มแข็งเรื่องการทหาร จึงถูกชนเผ่าอื่นครอบครองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเกิดเป็นประเทศอิสระ ชื่อว่า “อิสราเอล”
• มรดกตกทอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้แก่ “คัมภีร์ไบเบิ้ล” ถือเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของโลก รวมไปจนถึงการเป็นต้นกำเนินศาสนาคริสต์ และอิสลาม

อารยธรรมจีน

    ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ สามารถค้นคว้าได้บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี รากฐานที่สำคัญของอารยธรรมจีนคือ การสร้างระบบภาษาเขียน และการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื๊อ เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. ประวัติศาสตร์จีนมีทั้งช่วงที่เป็นปึกแผ่นและแตกเป็นหลายอาณาจักรสลับกันไป ในบางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรมของจีนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อชาติอื่นๆ ในทวีปเอเชีย ซึ่งถ่ายทอดไปทั้งการอพยพ การค้า และการยึดครอง
อารยธรรมจีนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีแหล่งอารยธรรมที่สำคัญ 2 แหล่ง คือ

  • ลุ่มแม่น้ำฮวงโห พบความเจริญที่เรียกว่า วัฒนธรรมหยางเชา ( Yang Shao Culture )พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผาเป็นลายเขียนสี มักเป็นลายเรขาคณิต พืช นก สัตว์ต่างๆ และพบใบหน้ามนุษย์ สีที่ใช้เป็นสีดำหรือสีม่วงเข้ม นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์ลายหรือขูดสลักลายเป็นรูปลายจักสาน ลายเชือกทาบ
  • ลุ่มน้ำแยงซี ( Yangtze ) บริเวณมณฑลชานตุงพบ วัฒนธรรมหลงซาน ( Lung Shan Culture ) พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผามีเนื้อละเอียดสีดำขัดมันเงา คุณภาพดีเนื้อบางและแกร่ง เป็นภาชนะ 3 ขา
 
สมัยประวัติศาสตร์ของจีนแบ่งได้ 4 ยุค  
  • ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชาง สิ้นสุดสมัยราชวงศ์โจว
  • ประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น จนถึงปลายราชวงศ์ชิงหรือเช็ง
  • ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มปลายราชวงศ์เช็งจนถึงการปฏิวัติเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม
  • ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เริ่มตั้งแต่จีนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์จนถึงปัจจุบัน
 
อารยธรรมจีนในสมัยราชวงศ์ต่างๆ มีดังนี้  
  • ราชวงศ์ชาง เป็นราชวงศ์แรกของจีน
      • มีการปกครองแบบนครรัฐ
      • มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้เป็นครั้งแรก พบจารึกบนกระดองเต่า และกระดูกวัว เรื่องที่จารึกส่วนใหญ่เป็นการทำนายโชคชะตาจึงเรียกว่า “กระดูกเสี่ยงทาย”
      • มีความเชื่อเรื่องการบูชาบรรพบุรุษ
  • ราชวงศ์โจว
      • แนวความคิดด้านการปกครอง เชื่อเรื่องกษัตริย์เป็น “โอรสแห่งสวรรค์ สวรรค์มอบอำนาจให้มาปกครองมนุษย์เรียกว่า “อาณัตแห่งสวรรค์
      • เริ่มต้นยุคศักดินาของจีน
      • เกิดลัทธิขงจื๊อที่มีแนวทาง
        • เป็นแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม
        • เน้นความสัมพันธ์และการทำหน้าที่ของผู้คนในสังคม ระหว่างจักรพรรดิกับราษฎร บิดากับบุตร พี่ชายกับน้องชาย สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน
        • เน้นความกตัญญู เคารพผู้อาวุโส ให้ความสำคัญกับครอบครัว
        • เน้นความสำคัญของการศึกษา
      • เกิดลัทธิเต๋าโดยเล่าจื๊อ ที่มีแนวทาง
        • เน้นการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องมีระเบียบแบบแผนพิธีรีตองใดใด
        • เน้นปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ
        • ลัทธินี้มีอิทธิพลต่อศิลปิน กวี และจิตรกรจีน
      • คำสอนทั้งสองลัทธิเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คน
  • ราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน
      • จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่สามารถรวมดินแดนของจีนให้เป็นจักรวรรดิ เป็นครั้งแรกคือ พระเจ้าชิวั่งตี่ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นผู้ให้สร้าง กำแพงเมืองจีน
      • มีการใช้เหรียญกษาปณ์ มาตราชั่ง ตวง วัด
  • ราชวงศ์ฮั่น
      • เป็นยุคทองด้านการค้าของจีน มีการค้าขายกับอาณาจักรโรมัน อาหรับ และอินเดีย โดยเส้นทางการค้าที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม ( Silk Rood )
      • ลัทธิขงจื๊อ คำสอนถูกนำมาใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศ
      • มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเรียกว่า จอหงวน
  • ราชวงศ์สุย
      • เป็นยุคแตกแยกแบ่งเป็นสามก๊ก
      • มีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำฮวงโหกับแม่น้ำแยงซี เพื่อประโยชน์ในด้านการคมนาคม
  • ราชวงศ์ถัง
      • ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมจีน นครฉางอานเป็นศูนย์กลางของซีกโลกตะวันออกในสมัยนั้น
      • พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง พระภิกษุ (ถังซำจั๋ง) เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎก ในชมพูทวีป
      • เป็นยุคทองของกวีนิพนธ์จีน กวีคนสำคัญ เช่น หวางเหว่ย หลี่ไป๋ ตู้ฝู้
      • ศิลปะแขนงต่างๆมีความรุ่งเรือง
  • ราชวงศ์ซ้อง
      • มีความก้าวหน้าด้านการเดินเรือสำเภา
      • รู้จักการใช้เข็มทิศ
      • รู้จักการใช้ลูกคิด
      • ประดิษฐ์แท่นพิมพ์หนังสือ
      • รักษาโรคด้วยการฝังเข็ม
  • ราชวงศ์หยวน
      • เป็นราชวงศ์ชาวมองโกลที่เข้ามาปกครองจีน ฮ่องเต้องค์แรกคือ   กุบไลข่าน หรือ หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้
      • ชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขายมาก เช่น มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเมืองเวนีส อิตาลี
  • ราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง
      • วรรณกรรม นิยมการเขียนนวนิยายที่ใช้ภาษาพูดมากกว่าการใช้ภาษาเขียน มีนวนิยายที่สำคัญ ได้แก่ สามก๊ก ไซอิ๋ว
      • ส่งเสริมการสำรวจเส้นทางเดินเรือทางทะเล
      • สร้างพระราชวังหลวงปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
  • ราชวงศ์ชิงหรือเช็ง
      • เป็นราชวงศ์เผ่าแมนจู เป็นยุคที่จีนเสื่อมถอยความเจริญทุกด้าน
      • เริ่มถูกรุกรานจากชาติตะวันตก เช่น สงครามฝิ่น ซึ่งจีนรบแพ้อังกฤษ ทำให้ต้องลงนามในสนธิสัญญานานกิง
      • ปลายยุคราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารประเทศมาก
 

 

เครื่องปั้นดินเผาหลงซาน

อักษรจีนจารึกบนกระดองเต่า

จารึกอักษรบนกระดองเต่า

จิ๋นซีฮ่องเต้

กำแพงเมืองจีน

ทหารจีนตุ๊กตาดินเผา
ภายในสุสานสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ มณฑลซีอาน

จีนยุคสาธารณรัฐและยุคคอมมิวนิสต์
  • ปลายยุคราชวงศ์ชิง ดร.ซุนยัตเซ็น จัดตั้งสมาคมสันนิบาต เพื่อล้มล้างราชวงศ์ชิง โดยประกาศ ลัทธิไตรราษฎร์ ประกอบด้วย 1.หลักเอกราช 2.หลักแห่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน 3.หลักความยุติธรรมในการครองชีพ ส่วนนโยบายปฏิวัติ คือ โค่นล้มราชวงศ์แมนจู และจัดตั้งรัฐบาลประชาชน จัดตั้งรัฐบาลตามระบอบสาธารณรัฐ จัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชน และก่อตั้งพรรคชาตินิยม หรือ
    พรรคก๊กมินตั๋ง ขึ้นในที่สุด
  • ต่อมา ซุนยัตเซ็นได้ร่วมมือกับ ยวน ซีไข ทำการปฏิวัติล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จเปลี่ยนการปกครองเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ (จักรพรรดิปูยี เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจีน) มีการแย่งชิงอำนาจของผู้นำทางทหารเรียกว่า ยุคขุนศึก
  • ซุนยัตเซ็นได้เสนอให้ ยวน ซีไข เป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐจีน
  • ยวน ซีไข คิดสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิและรื้อฟื้นระบบศักดินา
  • ดร.ซุนยัตเซ็น ตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง
  • เมื่อ ยวน ซีไข เสียชีวิตลง ดร.ซุนยัตเซ็นเป็นประธานาธิบดี แต่เป็นได้ไม่นานก็เสียชีวิต
  • หลังจาก ดร. ซุนยัตเซ็น เสียชีวิต เจียงไคเช็ค ขึ้นเป็นผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งและผู้นำจีน
  • แต่รัฐบาลเจียงไคเช็ค ประสบปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง กดขี่ราษฎร
  • จีนเกิดการปฏิวัติอีกครั้ง โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง รัฐบาลเจียงไคเช็ค ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แต่แพ้
  • เหมา เจ๋อตุง สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ มีการจัดระเบียบสังคมใหม่ เรียกว่า การปฏิวัติทางวัฒนธรรมเพื่อต่อต้านจารีตศักดินาแบ่งชนชั้น
  • หลังจาก เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงขึ้นเป็นผู้นำจีนแทน ประกาศพัฒนาประเทศด้วย นโยบายสี่ทันสมัย คือด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนภายในประเทศ รวมทั้งผ่อนปรนวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนให้คลายความเข้มงวดลง

อนุสรณ์สถานประธานเหมา เจ๋อตุง

 

อนุสาวรีย์วีรชนปฏิวัติของจีน

ประธาน เหมา เจ๋อตุง

ศิลปวัฒนธรรมของจีน  

ภาพวาดพระถังซำจั๋ง

เส้นทางสายไหม

พระราชวังต้องห้าม

อุทยานภายในพระราชวังฤดูร้อน

  • จิตรกรรม
      • มีวิวัฒนาการมาจากการเขียนตัวอักษรจีนจารึกบนกระดูกเสี่ยงทายเพราะตัวอักษรจีนมีลักษณะเหมือนรูปภาพ
      • งานจิตรกรรมจีนรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการเขียนภาพและแกะสลักบนแผ่นหิน ที่นิยมมากคือ การเขียนภาพบนผ้าไหม ภาพวาดเป็นเรื่องเล่าในตำราขงจื๊อพระพุทธศาสนาและภาพธรรมชาติ
      • สมัยราชวงศ์ถัง มีการพัฒนาการใช้พู่กันสีและกระดาษภาพส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า
      • สมัยราชวงศ์ซ้อง จิตรกรรมจัดว่าเด่นมาก ภาพวาดมักเป็นภาพมนุษย์กับธรรมชาติ ทิวทัศน์ ดอกไม้
  • ประติมากรรม
      • ส่วนใหญ่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทำจากดินสีแดง มีลวดลาย แดง ดำ และขาวเป็นลวดลายเรขาคณิต
      • สมัยราชวงศ์ชาง มีการแกะสลักงาช้าง หินอ่อน และหยกตามความเชื่อและความนิยมของชาวจีน ที่เชื่อว่า หยกทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล ความสุขสงบ ความรอบรู้ ความกล้าหาญ ภาชนะสำริดเป็นหม้อสามขา
      • สมัยราชวงศ์ถัง มีการพัฒนาเครื่องเคลือบดินเผาเป็นเคลือบ 3 สีคือ เหลือง น้ำเงิน เขียว ส่วนสีเขียวไข่กามีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศ์ซ้อง ส่วนพระพุทธรูปนิยมสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ทั้งงานหล่อสำริดและแกะสลักจากหิน ซึ่งมีสัดส่วนงดงาม เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะอินเดียและจีนที่มีลักษณะเป็นมนุษย์มากกว่าเทพเจ้า นอกจากนี้มีการปั้นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม
      • สมัยราชวงศ์เหม็ง เครื่องเคลือบได้พัฒนาจนกลายเป็นสินค้าออก คือ เครื่องลายครามและลายสีแดง ถึงราชวงศ์ชิง เครื่องเคลือบจะนิยมสีสันสดใส เช่น เขียว แดง ชมพู
  • สถาปัตยกรรม
      • กำแพงเมืองจีน สร้างในสมัยราชวงศ์จิ๋น เพื่อป้องกันการรุกรานของมองโกล
      • เมืองปักกิ่ง สร้างในสมัยราชวงศ์หงวน โดยกุบไลข่าน ซึ่งได้รับการยกย่องทางด้านการวางผังเมือง ส่วนพระราชวังปักกิ่งสร้างในสมัยราชวงศ์เหม็ง
      • พระราชวังฤดูร้อน สร้างในสมัยราชวงศ์เช็ง โดยพระนางซูสีไทเฮา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างยุโรปและจีนโบราณ
  • วรรณกรรม
      • สามก๊กสันนิษฐานว่าเขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นเรื่องราวของความแตกแยกในจีนตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศจิ๋นจนถึงราชวงศ์ฮั่น
      • ซ้องกั๋ง เป็นเรื่องประท้วงสังคม เรื่องราวความทุกข์ของผู้คนในมือชนชั้นผู้ปกครองสะท้อนความทุกข์ของชาวจีนภายใต้การปกครองของพวกมองโกล
      • ไซอิ๋วเป็นเรื่องราวการเดินทางไปนำพระสูตรจากสวรรค์ทางตะวันตกมายังประเทศจีน
      • จินผิงเหมยหรือดอกบัวทอง แต่งขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นนิยายเกี่ยวกับสังคมและชีวิตครอบครัว เป็นเรื่องของชีวิตที่ร่ำรวย มีอำนาจขึ้นมาด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่ด้วยการทำชั่วและผิดศีลธรรมในที่สุดต้องด้รับกรรม
      • หงโหลวเมิ่ง หรือ ความฝันในหอแดง เด่นที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เรื่องราวเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี อิจฉาริษยากัน ผู้อ่านจะรู้สึกเศร้าสลดต่อชะตาชีวิตของพระเอกนางเอกเนื้อเรื่องสะท้อนให้เห็นสังคมศักดินาของจีนที่กำลังเสื่อมโทรมก่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมเข้าสู่ยุคใหม่ บันทึกประวัติศาสตร์ ของ สื่อหม่าเฉียน
 
การถ่ายทอดอารยธรรมจีนสู่ดินแดนต่างๆ
      อารยธรรมจีนแผ่ขยายขอบข่ายออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในเอเชียและยุโรป อันเป็นผลมาจากการติดต่อทางการทูต การค้า การศึกษา ตลอดจนการเผยแผ่ศาสนา อย่างไรก็ตามลักษณะการถ่ายทอดแตกต่างกันออกไป ดินแดนที่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนเป็นเวลานาน เช่น เกาหลี และเวียดนาม จะได้รับอารยธรรมจีนอย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านวัฒนธรรม การเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี การสร้างสรรค์ และการแสดงออกทางศิลปะ ทั้งนี้เพราะราชสำนักจีนจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและบังคับให้ประเทศทั้งสองรับวัฒนธรรมจีนโดยตรง

     ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อารยธรรมจีนได้รับการยอมรับในขอบเขตจำกัดมาก ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ การยอมรับระบบบรรณาการของจีน

      ในเอเชียใต้ ประเทศที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีนอย่างใกล้ชิด คือ อินเดีย พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียแพร่หลายเข้ามาในจีนจนกระทั่งเป็นศาสนาสำคัญที่ชาวจีนนับถือ นอกจากนี้ศิลปะอินเดียยังมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ศิลปะบางอย่างของจีน เช่น ประติมากรรมที่เป็นพระพุทธรูป

     ส่วนภูมิภาคเอเชียกลางและตะวันออกกลางนั้น เนื่องจากบริเวณที่เส้นทางการค้าสานแพรไหมผ่านจึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางนำอารยธรรมตะวันตกและจีนมาพบกัน อารยธรรมจีนที่เผยแพร่ไป เช่น การแพทย์ การเลี้ยงไหม กระดาษ การพิมพ์ และดินปืน เป็นต้น ซึ่งชาวอาหรับจะนำไปเผยแพร่แก่ชาวยุโรปอีกต่อหนึ่ง

 

เชียงคาน…หลงรักเมืองนี้เข้าอย่างจัง

   

เพื่อนๆเคยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ ไปแล้วประทับใจ  เกิดอาการหลงรักและอยากกลับไปอีกหลายๆครั้งบ้างหรือเปล่า  สำหรับเราทุกครั้งที่ได้ออกเดินทางท่องเที่ยว
เมื่อจากสถานที่นั้นๆ มา มีบ้างที่คิดถึง ประทับใจ และอยากหาโอกาสกลับไปอีก แต่ ณ เวลานี้ ไม่มีที่ไหน ที่ทำให้เราอยากกลับไปใหม่ได้เท่าที่นี่เลย เชียงคาน  
เคยสงสัยมาตลอดว่าหลายคนทำไมถึงประทับใจและอยากไป เชียงคานกันนัก  ทั้งๆที่มองจากภาพแล้ว ไม่มีอะไรเลย นอกจากบ้านไม้เก่าๆ
และร้านขายของที่ระลึกมองไปมองมาคล้ายๆกับปายเข้าไปทุกที  แต่เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง ทุกความข้องใจก็คลายไปในทันที  สำหรับเราเชียงคานไม่ใช่ปาย
 และยังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปเหมือน ปาย ที่กลายเป็นธุรกิจกลายๆไปเสียแล้ว   เพราะที่นี่มีสิ่งที่เหนือกว่าเรียกว่าเป็นจุดแข็ง ที่สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ย
วมาหลายต่อหลายคน เป็นเสน่ห์ที่ไม่อาจจะบรรยายผ่านทางภาพถ่าย ได้เพราะสิ่งนั้น คือ รอยยิ้มอันบริสุทธิ์ ความเป็นกันเองของชาวบ้าน ภาพผู้เฒ่า ผู้แก่
นั่งคุยกันหน้าบ้าน ยิ้มทักทายและพร้อมจะพูดคุยกับเราเหมือนลูกหลานคนนึง มาที่นี่อบอุ่นมากมาย ลองมาซักครั้งค่ะ แล้วคุณจะรู้เหตุผลว่า
ทำไมหลายๆคน ถึงหลงรักที่นี่ เชียงคาน  

 


มาเที่ยวเชียงคาน ส่วนใหญ่ต้องเที่ยวหน้าหนาว จึงจะได้บรรยากาศแบบเย็นสบาย แสงสวยๆ แต่สำหรับเรา เลือกที่จะมาเที่ยวหน้าฝน
ด้วยความตั้งใจส่วนตัวจะมาเก็บข้อมูลที่พักในช่วงนี้ เพราะคนน้อยดี ส่วนการมาเที่ยวถือเป็นเรื่องรอง  ก้าวขาลงจากรถฝนก็ตกพรำๆ
ต้อนรับการมาของพวกเรากันอย่างเต็มที่ หลังจากเก็บของเข้าสู่ที่พักเฮือนหลวงพระบางแล้ว ก็ได้แต่นอนรอและภาวนาให้ฝนหยุดตก
และแล้วโชคก็เข้าข้าง หลังจากนั้นไม่นานฝนหยุดตกถึงเวลาของเราที่จะออกสำรวจเมืองเชียงคานให้ทั่ว ด้วยช่วงที่มาไม่ใช่หน้าไฮ
ทำให้เชียงคานที่เงียบอยู่แล้ว  กลับยิ่งเงียบกว่าเดิม  แต่สำหรับเราชอบมากกับบรรยากาศเงียบๆ แบบนี้
ว่าแล้วก็ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนบ้านข้างๆซักหน่อย ร้านไอเดีย ดี ดี


* DSC_1761.jpg (168.74 KB, 800×536 – viewed 249 times.)
« Last Edit: July 02, 2010, 04:32:06 PM by admin »  

 


การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น
 
« Reply #2 on: June 27, 2010, 01:10:16 PM »
 

ร้านไอเดีย ดี ดี เป็นร้านขายของที่ระลึกที่มีชื่อร้านหนึ่งของเชียงคานค่ะ สังเกตว่าใครที่มาเชียงคาน ต้องได้ภาพร้านนี้กลับมาทุกคน และที่สำคัญได้เสียเงินซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับไปฝากเพื่อนฝูง เราหนึ่งคนที่ได้เสื้อเก๋ๆ จากร้านนี้มาใส่เที่ยวเชียงคาน แบบเสื้อร้านนี้สวย และครีเอทใช้ได้เลยค่ะ


* DSC_1765.jpg (172.36 KB, 800×536 – viewed 222 times.)
« Last Edit: June 27, 2010, 08:02:26 PM by paiduaykan »  

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
 
« Reply #3 on: June 27, 2010, 01:10:55 PM »
 

นอกจากร้านนี้จะมีของที่ระลึกให้เราได้เสียกะตังค์กันแล้ว ยังมีมุมถ่ายรูปน่ารักๆ ให้เราเก็บภาพหลายมุมเลยทีเดียว

ยืนยันค่ะ ว่าร้านเค้าดังจริงๆ มีดาราและ คนมีชื่อเสียงในวงการมาเที่ยวและถ่ายรูปกันเพียบ รวมเราด้วยหนึ่งคน 555
ผู้มีชื่อเสียงในวงการเหมือนกัน แต่ไม่รู้วงการไหนเนี่ยสิ


* DSC_1800.jpg (176.17 KB, 800×536 – viewed 180 times.)
   

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #5 on: June 27, 2010, 01:12:51 PM »
 

ปกติเวลาไปเที่ยว เค้าจะมีให้เซ็นต์ฝากความคิดถึง กันในสมุดบ้าง บอร์ดบ้าง แต่ที่นี่ไม่เหมือนใครค่ะ
เขียนกันตรงบันไดนี่แหละ ว่าจะไปเขียนซักหน่อย แต่ดูแล้วอาจไม่มีที่ว่างสำหรับเราแล้วในตอนนี้แน่นมากๆ


* DSC_1771.jpg (189.88 KB, 800×536 – viewed 189 times.)
« Last Edit: June 27, 2010, 04:01:37 PM by admin »  

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #6 on: June 27, 2010, 01:14:04 PM »
 

จักรยาน คือเพื่อนและ พาหนะ ที่ดีที่สุด ที่จะนำพาเราไปสัมผัส เสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆแห่งนี้ ได้เห็นรอยยิ้ม
 ได้ทักทายพูดคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องเร่งรีบ ปั่นและร้องเพลงโอ้เย่ ไปเรื่อยๆ  
ก่อนอื่นขอพูดถึงเส้นทางปั่นจักรยานกันเล็กน้อย มักมีคำถามบ่อยๆ ว่ามาถึงเชียงคานแล้วจะเริ่มปั่นจากตรงไหนก่อนดี
คำตอบนี้ไม่ต้องไปหาจากที่ไหนค่ะ แต่เมื่อมาถึงเชียงคานแล้ว ทุกคนจะนึกภาพออกเองค่ะ ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก็ได้
 แล้วแต่ความพึงพอใจ เพราะถนนที่นี่เล็กมาก ปั่นแป๊บเดียวก็ทั่วเมืองแล้ว  ถนนที่นิยมปั่นจักรยานก็คงหนีไม่พ้น
ถนนศรีเชียงคานฝั่งล่าง หรือถนนเรียบชายโขงนั่นแหละ  เริ่มตั้งแต่ซอย 1 ? 24  แต่ละซอยก็อยู่ติดๆ
กันเพียงแค่ก้าวก็ถึงแล้ว บางคนมีคำถามว่าแล้วขี่มอเตอร์ไซต์ละทำได้มั้ย ก็ทำได้ค่ะ
 แต่แค่ปั่นจักรยานแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว อย่าให้นึกจินตนาการถึงมอเตอร์ไซต์เลยค่ะ ว่าจะเร็วแค่ไหน  
บางคนเดินเที่ยวด้วยซ้ำไปค่ะ


* DSC_1778.jpg (172.68 KB, 800×536 – viewed 189 times.)
« Last Edit: July 28, 2010, 10:25:59 PM by paiduaykan »  

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #7 on: June 27, 2010, 01:15:07 PM »
 

ไม่ทำลายมลพิษ ได้อรรถรส ของการมาเที่ยว  อยากแวะที่ไหนก็จอดสะดวก และไม่ต้องห่วงค่ะ
ว่าจะไม่มีจักรยานให้ปั่น เพราะที่พักทุกที่มีไว้ให้บริการ ว่าแล้วเรามาเริ่มเก็บบรรยากาศของเมืองเชียงคานกันดีกว่า
ก็ถือโอกาสตอนที่ตระเวณถ่ายรูปที่พักเก็บภาพระหว่างทางไปด้วย เปิดด้วยรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ของหนูน้อยคนนี้ค่ะ 
ส่วนด้านหลังคุณตากำลังนั่งทำอวนสำหรับไว้ดักปลาริมโขง วิถีชีวิตดั้งเดิมแบบนี้จะมีให้เราพบเห็นตามสถานที่
ท่องเที่ยวที่เริ่มจะฮอตฮิตแบบนี้ ซักกี่ที่กัน


* DSC_1732.jpg (184.27 KB, 800×536 – viewed 177 times.)
   

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #8 on: June 27, 2010, 01:15:40 PM »
 

เริ่มปั่นกันตั้งแต่ 10 โมง ร้านบางร้านก็ยังไม่เปิด แต่ร้านนี้เปิดแล้วค่ะ เชียงคานลานลม
อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรามาก ประมาณ ถนนศรีเชียงคาน ซอย 14-15 เห็นร้านแล้วสะดุดตา
 แต่งได้ทันดูทันสมัยผสมย้อนยุคเล็กน้อย และที่สำคัญร้านแทบทุกร้านในเมืองเชียงคานเท่าที่
เห็นต้องมีจักรยานมาประกอบฉาก จะเรียกว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งจักรยาน ก็ว่าได้


* DSC_1818.jpg (189.59 KB, 800×536 – viewed 198 times.)
« Last Edit: June 27, 2010, 08:58:11 PM by paiduaykan »  

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #9 on: June 27, 2010, 01:16:24 PM »
 

ร้านเชียงคานลานลม เป็นร้านขายกาแฟ  เครื่อชีดื่มต่างๆ และพวก ขนมปัง แซนวิช  ร้านเปิดได้ไม่นาน
 ตอนไปถึงที่นี่เจ้าของร้านก็ได้ให้พวกเราลองชิมฝีมือ การทำขนม และเครื่องดื่มต่างๆ โฮะ ก็ทั้งติทั้งชมกันไป
เจ้าของร้านก็น่ารักค่ะ ยินดีรับฟัง บอกว่าให้ลูกค้าชิมแบบนี้ตลอด จะได้นำมาไปปรับปรุงให้ดีขึ้น


* DSC_1810.jpg (183.76 KB, 800×536 – viewed 188 times.)
« Last Edit: June 27, 2010, 04:05:24 PM by admin »  

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #10 on: June 27, 2010, 01:18:28 PM »
 

แต่งร้านได้น่านั่งเล่นดีค่ะ ร้านนี้จะอยู่ติดริมโขงด้วย ยามเย็นๆ ก็มานั่งชิวฟังเพลง ชมบรรยากาศได้ค่ะ


* DSC_1828.jpg (155.42 KB, 800×536 – viewed 184 times.)
   

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #11 on: June 27, 2010, 01:19:00 PM »
 

ภาพบ้านไม้เก่าๆ ที่ปลูกเรียงรายกันไปตามริมถนนเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของเมืองเชียงคาน


* DSC_1915.jpg (166.35 KB, 800×536 – viewed 194 times.)
« Last Edit: June 27, 2010, 08:58:25 PM by paiduaykan »  

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #12 on: June 27, 2010, 01:19:55 PM »
 

แต่ในเวลานี้มีการนำบ้านไม้มาปรับปรุง ทำที่พักโฮมสเตย์ และ ร้านค้า กันมากขึ้น จะเรียกได้ว่าแทบทุกบ้านที่
เราปั่นจักรยานผ่านเลยค่ะ ที่พักส่วนมากก็จะอยู่ตั้งแต่ถนนศรีเชียงคานฝั่งล่างตั้งแต่ ซ. 5 และจะเริ่มมากขึ้นตรง
 ซ. 13 เป็นต้นไป  

* DSC_1881.jpg (161.84 KB, 800×536 – viewed 205 times.)
« Last Edit: June 27, 2010, 08:59:04 PM by paiduaykan »

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

 
« Reply #13 on: June 27, 2010, 01:21:17 PM »
 

ถึงแม้เชียงคานได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของใครหลายคนไปแล้ว  
มีนายทุนนอกพื้นที่เข้ามาจับจอง ความเจริญเริ่มเข้ามา แต่ถึงอย่างไรชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงเหนียวแน่น
ในการรักษาความเป็นเชียงคานในแบบที่ควรจะเป็นไว้ให้มากที่สุด  


* DSC_1967.jpg (149.91 KB, 800×536 – viewed 212 times.)
« Last Edit: June 27, 2010, 01:29:53 PM by paiduaykan »  

การเดินทางยิ่งยาวนานเท่าไหร่ ความฝันก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นตามไปเท่านั้น

« Reply #14 on: June 27, 2010, 01:26:26 PM »
 

ได้มีโอกาสคุณกับชาวบ้านที่นี่  บอกว่าไม่อยากให้คนพื้นที่เข้ามามากไม่ได้คิดว่าเค้าจะมาแย่งพื้นที่ทำมาหากินอะไร  
” แต่อยากให้นักท่องเที่ยวที่มา ได้รู้เรื่องราว ซึมซับความเป็นวิถีชิวิตของชาวเชียงคานกลับไปอย่างแท้จริง
และคงไม่มีใครให้คำตอบและสามารถพูดคุยได้อย่างละเอียดได้เท่ากับเจ้าของบ้านอีกแล้ว
” ฟังแล้วก็เห็นด้วยมากๆ ค่ะ มาเที่ยวแล้วสำหรับเราเองการได้พูดคุยรับรุ้เรื่องราว
ทำตัวกลมกลืนประหนึ่งเราเป็นคนของที่นี่ซิ ถึงจะเรียกได้ว่า ได้มาเที่ยวเมืองนั้นอย่างแท้จริง
ไม่ใช่แค่ผ่านมาพักกายพักใจ เมื่อกลับบ้านแล้วก็ลืม


* DSC_2131.jpg (161.58 KB, 800×536 – viewed 184 times.)
« Last Edit: June 27, 2010, 09:03:37 PM by paiduaykan »

ย่ำไป…………ยามค่ำคืน ณ.เชียงคาน………….

เชียงคานยามค่ำคืน ก็มีเสน่ห์เหมือนกัน ร้านค้าชาวบ้านต่างพากันออกมาขาย

ของฝาก ของกินเต็มไปหมด ความวุ่นวายเกิดขึ้น ยามค่ำคืน ผู้คนต่างพากัน

ออกมาเดินดู กินข้าว ถ่ายรูป สีสันยามค่ำคืนของเชียงคานร้านรวงต่างพากัน

เปิดไฟ ตกเเต่งร้านด้วยเเสงไฟ ดูสวยงามไปอีกแบบ ความสงบหายไป มีความ

รื่นเริงเข้ามาแทนที่ ผู้คนต่างพาก้นออกมาเมื่อแสงเเดดและตะวันลับหายไป

ความเรียบง่ายของที่นี่เป็นเสน่ห์ของคนเชียงคาน แต่ถ้าไม่รีบจัดการ สร้างระบบ

ให้พอดี ความเป็นเมืองเชียงคานของที่นี่จะสูญหายไป


 

ศิลปะสากล

วิวัฒนาการของศิลปะสากล                      

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิวัฒนาการของศิลปะสากลตั้งแต่สมัยกลาง (Middle Age) 
ถึง สมัยใหม่( Modern Art ) ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม 
พอสังเขป เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
และสำหรับนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
รายวิชา ศิลปะ 5 รหัสวิชา ศ43101  (พื้นฐาน) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 
ภาคเรียนที่ 1โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
ท้าวความไปยัง.......สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของกรีก-โรมัน
1.หัวเสาแบบกรีก มี 3 แบบ ได้แก่
       
       ดอริก ( Doric )        ไอออนิก ( Ionic )         คอรินเทียน ( Corinthian )

 
2.วิหารพาร์เธนอน ( Parthenon ) ในกรุงเอเธนส์ สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมดอริก

 3.วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) เก่า ของชาวโรมัน 
เป็นวิหารที่มีการใช้หลังคาโค้งทำให้อาคารมีขนาดกว้าง
มากกว่าในสมัยกรีก

      
          วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) ของโรม อิตาลี

        Ancient Roman Architecture : Arch of Constantine (โรมัน)
         ซุ้มโค้งแบบโรมัน ช่วยแก้ปัญหาการรับน้ำหนักของอาคารขนาดใหญ่
 ศิลปะสมัยกลาง ( Middle Age )

1.) ศิลปะไบเซนไทน์ ( Bizentine )
การสร้างสรรค์เพื่อพระผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์   
( ค.ศ.330 - 1453 หรือ พ.ศ.873 - 1996 )

1. โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia   ค.ศ.532-537
เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน 
นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่น
ของกรีก โรมันและลักษณะตะวันออก 
แบบอาหรับ หรือเปอร์เซีย 
ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน
  

       


2. ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.560
เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic ) 
คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน  
                                      
3. ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir   ประมาณปี ค.ศ.1125
เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน 
เรียกว่า ไอคอน (Icon)
 

2.) ศิลปะโกธิค ( Gothic )
คริสต์ศตวรรษที่ 12-15 ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก 
ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรม
สมัยโกธิค คือ มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์
จะเป็นที่ตั้งของกางเขนอันศักดิ์สิทธิ์ 
เพื่อจะเป็นที่ติดต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ได้แก่ 
1.วิหารโนเตรอ-ดาม ( Notre-Dame) กรุงปารีส ฝรั่งเศส 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 
โปรดให้ถ่ายแบบแล้วนำมาสร้างไว้ที่
วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  


The west front at sunset. วิหารนอเตรอ-ดาม 

 

(ภาพจาก www.scared-destinations.com ) 

                                   

 

                  ด้านหน้าของวิหารนอเตรอ-ดาม  

 



The North Rose Windowภาพประดับกระจกสี (Stain Glass)   
(ภาพจาก www.hiru.com )

วัดนิเวศธรรมประวัติ ราชวรวิหาร ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา 

2.ถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี ค.ศ.1340 พ.ศ.1883

เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา

ในรูปแบบของภาพวาดแบบเหมือนจริง 

3. ภาพคนดีแห่งซามาเลีย เป็นภาพกระจกสีที่ตกแต่งวิหารโนเตรอ-ดาม

 

(Notre-Dam)เล่าเรื่องราวความเป็นมาของอาดัมกับอีฟในคัมภีร์เก่า

 

ภาพกระจกสีนับเป็นส่วนหนึ่งของอาคารทางสถาปัตยกรรมของศาสนาคริสต์ 

 

หากแสงส่องในเวลากลางวันผู้ที่อยู่ภายในอาคารก็จะสัมผัสกับสีสันอันสดใส

 

ส่งเสริมบรรยากาศให้แลดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นเฉกเช่นในเวลากลางคืนที่แสงสว่าง

 

จากภายในก็จะสะท้อนแสงสีอันงดงามมลังเมลืองแก่ผู้พบเห็นที่อยู่ภายนอก
  

4. รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin ( ค.ศ. 1225 ) 

เป็นประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์ 

สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างที่สูงชะลูด

3.) ยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ ( Renaissance ) 
คริสต์ศตวรรษที่ 14 
 ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพาณิชย์และแสวงหาดินแดนในโลกใหม่
อันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม ส่วนในทางศิลปะนั้น
 ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิค
ไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ 
 มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส 
การค้นพบกระบวน การพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์  
 
อิตาลี ถือว่าเป็นศูนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญ 
 โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปกรรม
ศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ 
 เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก
 คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ 
 ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน 
 กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบ
 และต้องการแสวงหา  
นับเป็นบันไดก้าวแรกที่จะนำทาง
 ไปสู่การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่ในเวลาต่อมา 
 งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้า
 ทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก 
 ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ 
 ( Linear Perspective ) 
 ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม 
 นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาค
 ด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้น 
สรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด 
แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง     
ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมัน
 ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย
 
1. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (St.Peter) ค.ศ.1506-1546
บรามานเต  เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบและคุมการก่อสร้าง 
 แต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ 
 จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน 
 จนกระทั่ง ค.ศ.1546   
 มิเคลันเจโล Michelangelo  Buonarrotii
 ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3
 ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป  
 โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง 
 มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน
 ของจักรวรรดิโรมัน

 

 พระที่นั่งอนันตสมาคม
2. ภาพกำเนิดอาดัม (ค.ศ.1508-1512 )
 มิเคลันเจโล  บูโอแนร์โรตี 
 Michelangelo  Buonarrotii
 
เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนไว้ตกแต่งเพดานโบสถ์ซิสทีน 

ด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียก 

 

Fresco คือเขียนภาพในขณะที่ปูนยังไม่แห้ง 

 

เพื่อสีจะได้ซึมเข้าไปในเนื้อปูนอันมีผลต่อความคงทน

 3. ภาพโมนา ลิซา Mona Lisa (ค.ศ.1503-1505)
 เลโอนาร์โด ดา วินชี Leonardo Da Vinci
เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า ขนาด 30.5 X 21 นิ้ว 

แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติ 

การพิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงาม 

แววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย 

การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์

การเห็น (ทัศนียภาพหรือPerspective) 

เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบ

แสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่าง 

ที่เรียกว่า คิอารอสกูโร( Chiaroscuro )

ภาพอาหารมื้อสุดท้าย The Last Supper 
 
เป็นงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงอีกภาพหนึ่งของเลโอนาร์โด ดา วินชี

 4. ดาวิด David ( ค.ศ.1501-1504 ) มิเคลันเจโล 

รูปสลักรูปดาวิด เป็นหินอ่อน 

 

มีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว เป็นการถ่ายทอดรูปแบบ 

ที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทาง

จึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะทางกายภาพสอดคล้องกับอุดมคติ

ของกรีกและโรมัน

 

ที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระ 

การจัดท่วงท่าที่งดงาม ด้วยการใช้ขาข้างหนึ่งรับน้ำหนัก 

 

อีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนาน 

อีกข้างหนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้างรูปดาวิด 

 

ให้ความรู้สึกที่สง่างาม มีท่วงท่าที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ

      

ปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานประติมากรรมของมิเคลันเจโลที่สวยงามมากอีกชิ้นหนึ่ง  
 
 The School of Athens 
 

4.) ศิลปะบาโรก ( Baroque ) ค.ศ.1580 - 1750

เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจ

มากเกินไปมุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา 

การประดับตกแต่งมีลักษณะฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี 

 1. พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles (ค.ศ.1661 - 1691) 

ร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของประเทศฝรั่งเศส 

ใช้เงินไปประมาณ 500 ล้านฟรังส์ จุคนได้ประมาณ 10,000 คน 

เพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์





 2. ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซา

 

St.Theresa  (ค.ศ.1645 - 1652) ศิลปิน เบอร์นินี

 

เป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิต

 

ประหนึ่งว่ามีลมหายใจ ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงาน

อย่างมีการวางแผน

เพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน

3. ภาพยามกลางคืน In the night ( ค.ศ.1664 ) 

โดย เรมบรานด์ท แวน ไรน์ Rembrandt van Rijn 

เป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม

5.) ศิลปะโรโคโค ( Rococo ) ค.ศ. 1700 - 1789

เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความโอ่อ่า หรูหรา 

 

ประดับประดาตกแต่งที่วิจิตรละเอียดละออส่งเสริมความรื่นเริง ยินดี 

ความรัก กามารมณ์

1. ภาพกำเนิดวีนัส ( ค.ศ.1754 ) โดย บูเชร์ 

เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรม

ของราชสำนักผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงสีสันที่สวยงาม 

สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราว 

เสนอเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ซึ่งรสนิยมดังกล่าวมีปรากฏให้เห็น

อยู่ในพระราชวังแวร์ซายล์ส

2. การตกแต่งภายในโบสถ์ที่บาวาเรีย ( ค.ศ.1767 หรือ พ.ศ.2310 ) 

ศิลปะการตกแต่งพัฒนาไปสู่ความวิจิตรมากยิ่งขึ้น 

โดยได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก

 ตลอดจนชนชั้นสูงเป็นพิเศษ การตกแต่งห้องจะสะท้อนให้เห็นถึง ความละเอียดละออ 

ประณีต สีสันของบรรยากาศที่เปี่ยมสุขจนแทบไม่มีที่ว่างแห่งความเศร้าหมอง

เข้าสอดแซม

3. แบจิอัส โดย ฟอลโคเนท์ Etienne Maurica Falconet 

( ค.ศ.1760-1780 )  

เป็นประติมากรรมหินอ่อน ที่ใช้ตกแต่งมีขนาดสูงเพียง 38 ซม.

ลักษณะบ่งบอกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมัน

สมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ จนถึงสมัยบาโรก 

ซึ่งนิยมแสดงออกในรูปแบบที่เลียนแบบจากธรรมชาติ 

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนกับคตินิยมของสมัยโรโคโค 

โดยเฉพาะทางด้านเรื่องราวและการจัดท่าทาง

ที่มุ่งหวังทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์

6.) ศิลปะคลาสสิกใหม่ ( Neoclassic ) ค.ศ. 1780 - 1840

เป็นลัทธิทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุด 

ได้ฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกอันงดงามของกรีกและโรมันกลับมาสร้างใหม่

 

ปรัชญาที่ว่าศิลปะ คือ ดวงประทีปของเหตุผล 

โดยเน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริง

ด้วยสัดส่วนและแสงเงา 

เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและศิลปะสมัยใหม่ 

เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพ

อันมีผลต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา

 1. ภาพความตายของโซคราติส โดย ดาวิด David  ค.ศ.1787 

แสดงให้เห็นความสมจริงตามแบบตามองเห็น การกำหนดมิติ 

น้ำหนัก แสงเงา ยังอาศัยอิทธิพลดั้งเดิมของศิลปะสมัยกลาง

มีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมัน

มาสร้างเป็นภาพพื้นหลังแสดงเรื่องราวในสมัยกรีกและโรมัน

ซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน

2. ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ โดย ดาวิด David ค.ศ.1784
เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน 3 คนที่รับดาบจากบิดา เพื่อสู้รบกับศัตรู 

โดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐ เป็นหลัก ส่วนครอบครัว 

คนรักและความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง