ศิลปะสากล

วิวัฒนาการของศิลปะสากล                      

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิวัฒนาการของศิลปะสากลตั้งแต่สมัยกลาง (Middle Age) 
ถึง สมัยใหม่( Modern Art ) ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม 
พอสังเขป เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
และสำหรับนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
รายวิชา ศิลปะ 5 รหัสวิชา ศ43101  (พื้นฐาน) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 
ภาคเรียนที่ 1โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
ท้าวความไปยัง.......สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของกรีก-โรมัน
1.หัวเสาแบบกรีก มี 3 แบบ ได้แก่
       
       ดอริก ( Doric )        ไอออนิก ( Ionic )         คอรินเทียน ( Corinthian )

 
2.วิหารพาร์เธนอน ( Parthenon ) ในกรุงเอเธนส์ สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมดอริก

 3.วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) เก่า ของชาวโรมัน 
เป็นวิหารที่มีการใช้หลังคาโค้งทำให้อาคารมีขนาดกว้าง
มากกว่าในสมัยกรีก

      
          วิหารแพนธีออน ( Pantheon ) ของโรม อิตาลี

        Ancient Roman Architecture : Arch of Constantine (โรมัน)
         ซุ้มโค้งแบบโรมัน ช่วยแก้ปัญหาการรับน้ำหนักของอาคารขนาดใหญ่
 ศิลปะสมัยกลาง ( Middle Age )

1.) ศิลปะไบเซนไทน์ ( Bizentine )
การสร้างสรรค์เพื่อพระผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์   
( ค.ศ.330 - 1453 หรือ พ.ศ.873 - 1996 )

1. โบสถ์เซนต์โซเฟีย St.Sophia   ค.ศ.532-537
เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน 
นับเป็นแหล่งรวมลักษณะความโดดเด่น
ของกรีก โรมันและลักษณะตะวันออก 
แบบอาหรับ หรือเปอร์เซีย 
ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่างกลมกลืน
  

       


2. ภาพขบวนแถวของนักบวช ประมาณปี ค.ศ.560
เป็นภาพ โมเซอิค ( Mosaic ) 
คือใช้กระเบื้องเคลือบชิ้นเล็กๆ มาประกอบกัน  
                                      
3. ภาพพระแม่แห่งวลาดิเมียร์ Vladimir   ประมาณปี ค.ศ.1125
เป็นงานจิตรกรรมที่เขียนสีลงบนแผ่นไม้ไว้สำหรับเคารพบูชาในบ้าน 
เรียกว่า ไอคอน (Icon)
 

2.) ศิลปะโกธิค ( Gothic )
คริสต์ศตวรรษที่ 12-15 ในประเทศฝรั่งเศสเป็นหลัก 
ลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรม
สมัยโกธิค คือ มีลักษณะสูงชลูด และส่วนที่สูงที่สุดของโบสถ์
จะเป็นที่ตั้งของกางเขนอันศักดิ์สิทธิ์ 
เพื่อจะเป็นที่ติดต่อกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ได้แก่ 
1.วิหารโนเตรอ-ดาม ( Notre-Dame) กรุงปารีส ฝรั่งเศส 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 
โปรดให้ถ่ายแบบแล้วนำมาสร้างไว้ที่
วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  


The west front at sunset. วิหารนอเตรอ-ดาม 

 

(ภาพจาก www.scared-destinations.com ) 

                                   

 

                  ด้านหน้าของวิหารนอเตรอ-ดาม  

 



The North Rose Windowภาพประดับกระจกสี (Stain Glass)   
(ภาพจาก www.hiru.com )

วัดนิเวศธรรมประวัติ ราชวรวิหาร ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา 

2.ถนนไปสู่รูปเคารพ โดย ไซมอน มาตินี ค.ศ.1340 พ.ศ.1883

เป็นงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา

ในรูปแบบของภาพวาดแบบเหมือนจริง 

3. ภาพคนดีแห่งซามาเลีย เป็นภาพกระจกสีที่ตกแต่งวิหารโนเตรอ-ดาม

 

(Notre-Dam)เล่าเรื่องราวความเป็นมาของอาดัมกับอีฟในคัมภีร์เก่า

 

ภาพกระจกสีนับเป็นส่วนหนึ่งของอาคารทางสถาปัตยกรรมของศาสนาคริสต์ 

 

หากแสงส่องในเวลากลางวันผู้ที่อยู่ภายในอาคารก็จะสัมผัสกับสีสันอันสดใส

 

ส่งเสริมบรรยากาศให้แลดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นเฉกเช่นในเวลากลางคืนที่แสงสว่าง

 

จากภายในก็จะสะท้อนแสงสีอันงดงามมลังเมลืองแก่ผู้พบเห็นที่อยู่ภายนอก
  

4. รูปเซนต์แฟร์แมง St.Fermin ( ค.ศ. 1225 ) 

เป็นประติมากรรมตกแต่งวิหารอาเมียงส์ 

สะท้อนเรื่องราวทางศาสนา และลักษณะโครงสร้างที่สูงชะลูด

3.) ยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ ( Renaissance ) 
คริสต์ศตวรรษที่ 14 
 ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพาณิชย์และแสวงหาดินแดนในโลกใหม่
อันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม ส่วนในทางศิลปะนั้น
 ศิลปินมีความกล้าที่จะแหวกวงล้อมของอิทธิพลศิลปะโกธิค
ไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ 
 มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส 
การค้นพบกระบวน การพิมพ์หนังสือของ กูเตนเบอร์กและฟุสท์  
 
อิตาลี ถือว่าเป็นศูนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญ 
 โดยเฉพาะในเรื่องของศิลปกรรม
ศิลปะในสมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ 
 เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก
 คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ 
 ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน 
 กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบ
 และต้องการแสวงหา  
นับเป็นบันไดก้าวแรกที่จะนำทาง
 ไปสู่การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสมัยใหม่ในเวลาต่อมา 
 งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้า
 ทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก 
 ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ 
 ( Linear Perspective ) 
 ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม 
 นอกจากนี้ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาค
 ด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้น 
สรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด 
แสดงกระดูกและกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง     
ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมัน
 ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย
 
1. โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ (St.Peter) ค.ศ.1506-1546
บรามานเต  เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบและคุมการก่อสร้าง 
 แต่บรามานเตถึงแก่กรรมก่อนงานจะเสร็จ 
 จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน 
 จนกระทั่ง ค.ศ.1546   
 มิเคลันเจโล Michelangelo  Buonarrotii
 ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3
 ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป  
 โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง 
 มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออน
 ของจักรวรรดิโรมัน

 

 พระที่นั่งอนันตสมาคม
2. ภาพกำเนิดอาดัม (ค.ศ.1508-1512 )
 มิเคลันเจโล  บูโอแนร์โรตี 
 Michelangelo  Buonarrotii
 
เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนไว้ตกแต่งเพดานโบสถ์ซิสทีน 

ด้วยวิธีการวาดภาพปูนเปียก 

 

Fresco คือเขียนภาพในขณะที่ปูนยังไม่แห้ง 

 

เพื่อสีจะได้ซึมเข้าไปในเนื้อปูนอันมีผลต่อความคงทน

 3. ภาพโมนา ลิซา Mona Lisa (ค.ศ.1503-1505)
 เลโอนาร์โด ดา วินชี Leonardo Da Vinci
เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า ขนาด 30.5 X 21 นิ้ว 

แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติ 

การพิถีพิถันเรื่องการจัดวางมือที่งดงาม 

แววตาและรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย 

การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์

การเห็น (ทัศนียภาพหรือPerspective) 

เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบ

แสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่าง 

ที่เรียกว่า คิอารอสกูโร( Chiaroscuro )

ภาพอาหารมื้อสุดท้าย The Last Supper 
 
เป็นงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงอีกภาพหนึ่งของเลโอนาร์โด ดา วินชี

 4. ดาวิด David ( ค.ศ.1501-1504 ) มิเคลันเจโล 

รูปสลักรูปดาวิด เป็นหินอ่อน 

 

มีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว เป็นการถ่ายทอดรูปแบบ 

ที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทาง

จึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะทางกายภาพสอดคล้องกับอุดมคติ

ของกรีกและโรมัน

 

ที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระ 

การจัดท่วงท่าที่งดงาม ด้วยการใช้ขาข้างหนึ่งรับน้ำหนัก 

 

อีกข้างหนึ่งงอพัก แขนข้างหนึ่งห้อยขนาน 

อีกข้างหนึ่งยกขึ้นในอิริยาบถที่ไม่ซ้ำกับแขนอีกข้างรูปดาวิด 

 

ให้ความรู้สึกที่สง่างาม มีท่วงท่าที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ

      

ปิเอต้า (Pieta) เป็นผลงานประติมากรรมของมิเคลันเจโลที่สวยงามมากอีกชิ้นหนึ่ง  
 
 The School of Athens 
 

4.) ศิลปะบาโรก ( Baroque ) ค.ศ.1580 - 1750

เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจ

มากเกินไปมุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา 

การประดับตกแต่งมีลักษณะฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี 

 1. พระราชวังแวร์ซายล์ส Versailles (ค.ศ.1661 - 1691) 

ร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของประเทศฝรั่งเศส 

ใช้เงินไปประมาณ 500 ล้านฟรังส์ จุคนได้ประมาณ 10,000 คน 

เพื่อประกาศให้นานาประเทศได้เห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์





 2. ความปลาบปลื้มยินดีของเซนต์เทเรซา

 

St.Theresa  (ค.ศ.1645 - 1652) ศิลปิน เบอร์นินี

 

เป็นงานประติมากรรมที่แสดงอาการความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิต

 

ประหนึ่งว่ามีลมหายใจ ผลงานชิ้นนี้บ่งบอกถึงการทำงาน

อย่างมีการวางแผน

เพื่อให้ผลงานและพื้นที่ทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามและกลมกลืน

3. ภาพยามกลางคืน In the night ( ค.ศ.1664 ) 

โดย เรมบรานด์ท แวน ไรน์ Rembrandt van Rijn 

เป็นงานจิตรกรรมที่มีการใช้แสงเงากำหนดพื้นที่สว่างบนเงาเข้มได้อย่างยอดเยี่ยม

5.) ศิลปะโรโคโค ( Rococo ) ค.ศ. 1700 - 1789

เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความโอ่อ่า หรูหรา 

 

ประดับประดาตกแต่งที่วิจิตรละเอียดละออส่งเสริมความรื่นเริง ยินดี 

ความรัก กามารมณ์

1. ภาพกำเนิดวีนัส ( ค.ศ.1754 ) โดย บูเชร์ 

เป็นศิลปินผู้มีฐานะและบทบาทสำคัญโดยเป็นผู้นำที่รับผิดชอบทางด้านจิตรกรรม

ของราชสำนักผลงานจิตรกรรมของเขาแสดงสีสันที่สวยงาม 

สอดคล้องกลมกลืนกับเรื่องราว 

เสนอเรื่องราวที่ให้ความรื่นเริง ชวนฝัน อิ่มสุข ซึ่งรสนิยมดังกล่าวมีปรากฏให้เห็น

อยู่ในพระราชวังแวร์ซายล์ส

2. การตกแต่งภายในโบสถ์ที่บาวาเรีย ( ค.ศ.1767 หรือ พ.ศ.2310 ) 

ศิลปะการตกแต่งพัฒนาไปสู่ความวิจิตรมากยิ่งขึ้น 

โดยได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก

 ตลอดจนชนชั้นสูงเป็นพิเศษ การตกแต่งห้องจะสะท้อนให้เห็นถึง ความละเอียดละออ 

ประณีต สีสันของบรรยากาศที่เปี่ยมสุขจนแทบไม่มีที่ว่างแห่งความเศร้าหมอง

เข้าสอดแซม

3. แบจิอัส โดย ฟอลโคเนท์ Etienne Maurica Falconet 

( ค.ศ.1760-1780 )  

เป็นประติมากรรมหินอ่อน ที่ใช้ตกแต่งมีขนาดสูงเพียง 38 ซม.

ลักษณะบ่งบอกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกรีก-โรมัน

สมัยฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ จนถึงสมัยบาโรก 

ซึ่งนิยมแสดงออกในรูปแบบที่เลียนแบบจากธรรมชาติ 

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนกับคตินิยมของสมัยโรโคโค 

โดยเฉพาะทางด้านเรื่องราวและการจัดท่าทาง

ที่มุ่งหวังทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์

6.) ศิลปะคลาสสิกใหม่ ( Neoclassic ) ค.ศ. 1780 - 1840

เป็นลัทธิทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุด 

ได้ฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกอันงดงามของกรีกและโรมันกลับมาสร้างใหม่

 

ปรัชญาที่ว่าศิลปะ คือ ดวงประทีปของเหตุผล 

โดยเน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริง

ด้วยสัดส่วนและแสงเงา 

เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและศิลปะสมัยใหม่ 

เป็นประตูของประวัติศาสตร์บานสำคัญที่ทำหน้าที่แง้มไปสู่โลกแห่งเสรีภาพ

อันมีผลต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา

 1. ภาพความตายของโซคราติส โดย ดาวิด David  ค.ศ.1787 

แสดงให้เห็นความสมจริงตามแบบตามองเห็น การกำหนดมิติ 

น้ำหนัก แสงเงา ยังอาศัยอิทธิพลดั้งเดิมของศิลปะสมัยกลาง

มีการนำลักษณะโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมสมัยกรีกและโรมัน

มาสร้างเป็นภาพพื้นหลังแสดงเรื่องราวในสมัยกรีกและโรมัน

ซึ่งจะแฝงไว้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ สำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน

2. ภาพคำสาบานของพวกฮอราติไอ โดย ดาวิด David ค.ศ.1784
เป็นเรื่องราวความรักชาติของนักรบโรมัน 3 คนที่รับดาบจากบิดา เพื่อสู้รบกับศัตรู 

โดยยึดถือผลประโยชน์ของรัฐ เป็นหลัก ส่วนครอบครัว 

คนรักและความผูกพันระหว่างพี่น้องเป็นผลประโยชน์ด้านรอง

 

 

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s